หลังจากเรียนจบมาได้เกือบปี ฉันก็โหยหาชีวิตแบบเด็กมหาลัยเสียจริง
รู้สึกมาตลอดว่าทำไมเราเรียนจบเร็วจัง เพิ่งจะจบมัธยมมาไม่ทันไรก็จบปริญญาตรีซะแล้ว
เวลาคิดว่าจะกลับไปนครปฐมทีไร ในใจจะรู้สึกตื้นเต้นอารมณ์ราวกับจะไปออกเดทเลยล่ะ ยิ่งตอนนั่งรถตู้ต่อสุดท้ายจากปิ่นเกล้าความตื่นเต้นจะทวีคูณเพราะไม่รู้ว่าไปถึงแล้วจะเป็นยังไงบ้าง ทับแก้วจะยังเหมือนเดิมไหม ต้นไม้จะยังเขียวขจีสดใสอยู่รึเปล่า อากาศจะร้อนแค่ไหน ไปถึงแล้วจะได้เจอใครบ้าง แล้วตัวเราจะต้องไปไหนบ้าง คิดไปต่างๆนานาสารพัด แต่พอลงจากรถความคิดคำนึงทั้งหมดจะหยุดลง
ภาพตรงหน้าคือป้ายมหาวิทยาลัยกับรั้วสีเขียวที่แสนจะคุ้นเคย และถนนที่ทอดยาวตั้งแต่ประตูหน้ามหาลัยไปจรดประตูหลัง ฉันหยุดนิ่งและนึกไปถึงวันที่ฉันยืนอยู่จุดนี้เป็นครั้งแรก
ป้ายใหม่
ป้ายเก่า
เมื่อ5 ปีก่อน นั่นคือวันสัมภาษณ์หลังจากประกาศผลสอบเอนทรานซ์ ในตอนนั้นป้ายมหาวิทยาลัยยังเป็นป้ายเก่าซึ่งทำจากแกรนิตสีเทาตัวอักษรสีทอง ถนนฝั่งสนามฟุตบอลยังสร้างไม่เสร็จเลย ฉันถามพี่สาวคนหนึ่งที่ยืนอยู่ตรงนั้นว่า คณะอักษร ไปทางไหนคะ พี่คนนั้นเรียนอยู่ปี 3 คณะวิทยาศาสตร์ ชี้ไปที่ตึกสีขาวสูง 8 ชั้นที่อยู่ใกล้กับประตูหน้ามหาวิทยาลัยมากที่สุดแล้วบอกว่า ตึกสีขาวนั้นล่ะค่ะ
ตึกสีขาวหลังนั้น
วันนี้ ฉันกลับมายืนที่เดิมอีกครั้ง 5 ปี ผ่านมาแล้ว วันนี้ฉันพยายามทำให้ตัวเองรู้สึกเหมือนกับว่าฉันเพิ่งจะมาจากบ้านและกำลังจะกลับมาเรียนเหมือนที่เคยทำ ทันทีที่เดินผ่านรั้วเข้ามาในบริเวณมหาวิทยาลัยเท่านั้น เสียงนกร้องดังมาจากที่ไม่ไกลนัก เป็นเสียงนกร้องที่คุ้นเคยแต่ไม่ได้ยินมานานแล้ว คุ้นเคยจนเหมือนไม่ตั้งใจฟัง แต่เมื่อไม่ได้ยินมานานและวันนี้นกยังร้องเหมือนเดิม รู้สึกว่านกที่นี่ร้องเพราะจังนะ
จักรยานใครไม่รู้ คิดถึงจักรยานของตัวเองเลยถ่ายมา
ฉันเดินไปเรื่อยๆจนถึง ตึกสีขาวนั้น ที่ที่เมื่อ 5 ปีก่อนฉันไม่ได้รู้จักมักคุ้นซะเลย แต่ในวันนี้ฉันกลับมาในฐานะเพื่อนเก่า เดินไปตามลานโล่งๆใต้ตึก วันนี้วันเสาร์ทำไมลิฟท์จึงเปิดใช้งาน มีคนเดินออกมาจากลิฟท์ด้วย ข้างบนเขาทำอะไรกัน (เพิ่งรู้ทีหลังว่ามีสอบเข้าป.โท) พอมายืนหน้าลิฟท์ใจก็สั่งให้ทำในสิ่งที่คุ้นเคย นั่นคือการกดลิฟท์และรอลิฟท์เปิด วันนี้มีฉันยืนรอลิฟท์ลำพัง ไม่มีคนยืนเม้าท์ต่อแถวเป็นเพื่อน ไม่มีการจราจรติดขัดตรงหน้าลิฟท์ในช่วงเปลี่ยนคาบเรียน ไม่มีรุ่นน้องปี 1 คณะวิดยา คณะเทคโนฯ มาเรียนวิชาบังคับที่นี่ โถงโล่งๆหน้าลิฟท์เงียบเหงาจนวังเวงหัวใจ
พอขึ้นมาถึงชั้น 8 ก็ได้เห็นวิวที่คุ้นเคย ตึกคณะเทคโนฯอยู่ไกลลิบทางฝั่งซ้าย อาคารหอสมุด หอพัก คณะวิทยาศาสตร์ สระแก้วและสะพาน ถ้ามองใกล้มาอีกหน่อยก็จะเป็นสระดาวและสะพานข้ามดาว ลานทรงพล คนอ. ทุกสิ่งยังคุ้นตาเหมือนที่เคยเห็นในอดีต
จากตึก 50 ปี เราไม่สามารถมองเห็นองค์พระปฐมเจดีย์ได้ เพราะโดนตึกวิทยาศาสตร์บังไว้ น่าเสียดายจริงๆ แต่เราจะเห็นพระที่นั่งองค์หนึ่งในพระราชวังสนามจันทร์ได้จากที่ชั้น 8 นี้ คือพระที่นั่งหลังหลังคาทรงไทย(จำชื่อไม่ได้)
ขาลงจากตึก 50 ปี ฉันตัดสินใจที่จะเดินลงบันไดจากชั้น 8 สู่ชั้น 1 อะไรๆยังคงเหมือนเดิม บางทีเวลาปีเดียวอาจจะยังไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนอะไรๆจากหน้ามือเป็นหลังมือหรอกกระมัง
ที่สะพานข้ามดาว ทางเดินดูจะไกลมากกว่าเดิมเมื่อต้องมาเดินคนเดียวแบบนี้ สระดาวเต็มไปด้วยใบไม้แห้งที่ร่วงหล่น ทางเดินแคบๆข้างตึกเก่าก็เต็มไปด้วยใบไม้แห้งเช่นกัน
สระดาว
เดินต่อไปที่พระราชวังสนามจันทร์ วันนี้พี่ทหารของตรวจกระเป๋าอย่างละเอียด ตอนแรกฉันแค่ยื่นกล้องถ่ายรูปเท่านั้นเพราะปกติเขาห้ามเฉพาะกล้องวิดีโอ ถ่ายได้แต่ภาพนิ่ง แต่วันนี้ตรวจทุกอย่างทั้งกระเป๋าสะพายและเป้ที่สะพายหลังมา ฉันถามเขาว่าต้องตรวจเป้ด้วยเหรอ เขาบอกว่าต้องตรวจเพราะนี่เป็นเขตพระราชฐาน ช่วงนี้มีเหตุการณ์ไม่สงบต้องตรวจให้ละเอียดหน่อย นั่นสิ...ฉันลืมไป ที่นี่เป็นเขตพระราชฐานนะ และยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวในโครงการ Thailand Grand invitation อีกด้วย
หลังจากที่เขาปล่อยผ่าน (หน้าอย่างนี้จะไปวางระเบิดใครเขาได้) ฉันก็เดินเข้าไปไหว้พระพิฆเณศวร์ทันที ช่วงบ่ายแก่ๆ ที่สนามจันทร์ยังไม่มีคนมากเท่าไหร่ ยังเดินถ่ายรูปได้สบายๆ แต่ติดที่ขาเจ็บเดินไปเดินมามากๆไม่ค่อยได้ ต้องเซฟตัวเองหน่อยเลยได้นั่งเล่นอยู่ที่ม้านั่งใกล้ๆ เทวาลัยเคณศวร์เท่านั้น มองดูผู้คนเข้ามาไหว้พระเคณศวร์ บ้างมาเดี่ยว บ้างมาเป็นคู่ บ้างมากับเพื่อน บ้างก็มาเป็นครอบครัว ลมเย็นดีจังนั่งเล่นสบายๆได้เป็นชั่วโมง
พอแดดร่มลมตก ฉันเปลี่ยนจุดหมาย พี่ทหารบอกว่า 6 โมงเย็นก็ห้ามถ่ายแม้แต่ภาพนิ่ง ฉันเลยย้ายแหล่ง ค่อยๆเดินกลับเข้ามหาลัย ไปนั่งเล่นที่สระแก้ว
วันนี้ที่สระแก้วคนเยอะจัง คงจะคิดเหมือนกับฉันที่จะกลับมาเยี่ยมทับแก้ว แต่ว่าวันเสาร์ที่คณะเทคโนฯมีงาน ศิษย์เก่าเลยกลับมาเยอะหน่อย ฉันนั่งอยู่ที่สะพานจนตะวันลับฟ้า นั่งดูดาวรับลม+ตากยุงแทน ฮ่ะๆ ลมยังเย็นเหมือนเมื่อปีที่แล้ว ลมที่พัดมาจากด้านตึก 50 ปี อากาศดีๆแบบนี้ ถ้าได้มาหลายๆคนคงจะดี แต่แปลกอยู่อย่างหนึ่ง ที่สะพานสระแก้ว ไม่ว่าคนจะเยอะแค่ไหนก็ไม่ค่อยมีเสียง คือคนที่มานั่งเล่นก็มักจะนั่งกันเงียบๆ ไม่ค่อยเสียงดังน่ารำคาญเหมือนจุดอื่นๆ ดีเหมือนกัน
ใครรู้บ้างว่ารูปนี้ถ่ายจากฝั่ง A4 หรือฝั่งยูเนี่ยน
ค่ำแล้ว...ฉันจำเป็นต้องยุติภารกิจไว้เพียงเท่านี้
จุดเดิม - รัดเกล้า อามระดิษ
ยังเป็นจุดเดิมที่ฉันเคยมีเธอ
และเป็นจุดเดิมที่ฉันได้รักเธอ. .และมีความสุข
จนไม่อาจจากไปไหน
เมื่อคิดถึงช่วงชีวิตเก่าๆ
อดีตที่เรายังคงซึ้งตรึงใจ
อบอุ่นทุกครั้งเมื่อได้มองกลับไป
เป็นความสุขที่ใจฉันจะไม่มีวันลืม
...เป็นความสุขที่ใจฉันจะไม่มีทางลืม...