2008/Apr/19

 

ช่วงสงกรานต์นอกจากย้ายสำมะโนครัวไปอยู่บ้านญาติชั่วคราวแล้ว  ก็ยังต้องทำหน้าที่พี่เลี้ยง  คอยหาข้อมูลให้น้องที่กำลังจะเลือกคณะในการแอดมิชชั่น

เชื่อแล้วว่าถ้าใครสักคนในครอบครัวต้องเข้าสู่วงจรแอดมิชชั่น  เหมือนการเดินสู่สนามรบพร้อมกันทั้งบ้าน  ความเครียด  ความกดดัน  จะค่อยๆจู่โจมเข้ามาทีละน้อย  ซึ่งเราเองก็เหนื่อยมาก  เดือนที่แล้วก็เหนื่อยเรื่องพ่อ  เดือนนี้ก็มาเหนื่อยเรื่องน้อง  

 สงกรานต์ที่ผ่านมาเลยไม่ได้คิดถึงเรื่องตัวเองเลย  มัวแต่ดูเรื่องเรียนให้น้อง  เพราะเกิดพลาดพลั้งอะไรขึ้นมา   เราก็ต้องรับไปเต็มๆ  โทษฐานไม่แนะนำน้อง 

หน้าที่ผู้แนะแนวที่ดีคือการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง  ซึ่งกระบวนการสืบค้นตามแบบวิชาบรรณารักษศาสตร์ก็ใช้ได้ผลมากเลย   ตอนแรกอยากให้น้องเรียนโบราณ  วาดฝันเล็กๆว่าดีเหมือนกัน  จะได้เรียนด้วยกันซะเลย  แต่ตอนนี้มันก็สลายไปแล้ว  เพราะน้องไม่ได้เลือกศิลปากรเลยสักอันดับ   (เอนทรี่ที่แล้วก็เพิ่งบอกไปเองว่า  “สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคนหนึ่ง  อาจไม่ดีสำหรับอีกคนก็ได้”  ดังนั้นก็ต้องยอมรับนั่นแหละ)

หลายปีที่ผ่านมา  ตั้งแต่รุ่นเราแล้ว  ก็เจอคนที่ยึดสถาบัน มากกว่าสิ่งที่ตัวเองต้องการเรียน   เช่น  “คณะอะไรก็ได้  ขอให้เป็นจุฬาฯ”  “คณะอะไรก็ได้  แต่ต้องที่ธรรมศาสตร์เท่านั้น
เชื่อไหมว่าเจออย่างนี้ทุกปี  ปีนี้ก็เหมือนกัน   น้องที่รู้จักกันคนหนึ่งอยากเป็นลูกแม่โดมใจจะขาด  คณะอะไรก็ได้ไม่เกี่ยง   ซึ่งมันถูกต้องแล้วหรือ?

ตอนที่เราอยู่ม.6  ก็มีเพื่อนคนหนึ่ง  เรียนเก่งกว่าเราอีก  เขาบอกว่า   “จะเลือกคณะอะไรก็ได้  ขอให้เป็นจุฬาฯ”  เราก็เลยถามว่า  “อะไรก็ได้แม้ว่าจะไม่ใช่สิ่งที่อยากเรียนน่ะเหรอ  เพื่อให้ได้ชื่อว่าเป็นนิสิตจุฬาฯ  ก็จะไม่สนใจว่าตัวเองจะต้องไปเจอกับอะไร  ไปเป็นอะไรในอนาคตอย่างนั้นน่ะเหรอ”    สุดท้ายเพื่อนคนนี้ก็ได้ไปเรียนที่คณะศิลปศาสตร์  ธรรมศาสตร์  ตามความนิยมของโรงเรียนในตอนนั้น (เหมือนเป็นเทรนด์ฮิตมาจนทุกวันนี้)

ไม่ว่าอย่างไร  เราก็สนับสนุนให้น้องๆ  ได้เรียนในสิ่งที่ชอบและอยากเรียนจริงๆมากกว่าการไปยึดกับสถาบันโดยที่เลือกทั้งที่ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังจะเข้าไปเรียนอะไร    ที่เขียนมาก็ไม่ได้ต่อต้านสถาบันใด  เพียงแต่ต้องการจะบอกว่า  ถ้าอยากเรียนที่ไหนจริงๆ  ก็ไม่ควรมีคำว่า “คณะอะไรก็ได้”  หรือ “เรียนอะไรก็ได้”  อย่างหน้ามืดตามัวก็เท่านั้น
เป็นความปรารถนาดีนะคะ

จริงอยู่ ...คนเราอาจจะประกอบอาชีพไม่ตรงกับสิ่งที่เรียนจบมา 
แต่ว่าการได้เรียนในสิ่งที่ชอบก็น่าจะดีกว่าไม่ใช่เหรอ  
สถาบันอาจจะเป็น Label  ที่มีราคาก็จริง 
แต่ในท้ายที่สุดแล้วสินค้า (ตัวเราเอง)
จะการันตีตัวเองได้ดีมากกว่า Label ที่ติดอยู่กับตัวซะอีก

 

ปล. 1  แล้วปีหน้า  เราจะต้องแนะแนวให้ใครอีกไหมเนี่ย
ปล.2  โทร.ไปปรึกษาอาจารย์ที่ภาคบรรณฯ เรื่องการเลือกคณะของน้อง  ได้ข้อมูลใหม่เรื่องการปรับหลักสูตรมา  แต่คงจะต้องเขียนยาวมาก  เอาไว้มีเวลาอีกหน่อยจะเอามาลงบล็อก

 

 

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
Captcha: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
ง่าาา แม่มดก็เคยเจอนะคนที่คณะอะไรก็ได้ ขอแค่ได้เข้ามหาลัยในฝัน

แต่สำหรับแม่มดนะ มหาลัยอะไรก็ได้ (ถ้าเราเดินทางไหว) แต่ต้องเปงคณะที่ชอบ

เพราะแม่มดรุตัวอะ ถ้าไม่ชอบคงฝืนไม่ไหวจิงๆค่ะ

เหนื่อยแย่เลยนะคะ พักบ้างงับ

ป.ล. ช่วงนี้ก็วุ่นๆเรื่องจารับน้องที่กำลังจาเข้ามาเหมือนกัน ตอนผ่านช่วงเวลาเอ็นของน้องชาย กับ ตัวเองมันก็เหมือนสนามรบจิงๆนะคะ

ยิ่งตอนลุ้นผลเอ็นนะ อย่างกะลุ้นปลดชนวนระเบิดแน่ะ 555+ ยืนล้มอกันแบบไม่หายใจ

ตอนนี้ เลยช่วงเวลานั้นมาแล้ว แต่ก็ยังลุ้นๆทุกทีที่จะมีน้องเขามาค่ะ big smile
#1  by  *~ แม่มด ~* At 2008-04-19 13:49, 
สุดท้าย ทุกคนต่างต้องเลือกหนทางของตนเอง

ปล่อยน้องมันไป แกทำดีที่สุดแล้วเพื่อน
#2  by  คนกวาดใบไม้หลังเอ 4 (58.136.74.33) At 2008-04-19 13:51, 
คณะอะไรก็ได้...ที่มันตรงกับความถนัดผมน่ะ
มีอยู่อีกสองสามคณะ ยังเลือกไม่ถูก...

เหลือเวลาอีกปีนึง
*ถอนหายใจ*
#3  by  c vane At 2008-04-19 14:18, 
เรียนอะไรก็ดูว่าออกมาทำอะไรได้จะดีกว่ามั๊งคะ ชีวิตจริงอยู่ตรงนี้
#4  by  VAR At 2008-04-19 15:08, 
เมธ์เป็นคนนึงที่ไม่ชอบเอาซะเลยกับความคิด "อะไรก็ได้ถ้าเอนท์ติดที่นี่ที่นู่น"

เฮ้อ!! angry smile
#5  by  + MaeBin + At 2008-04-19 19:29, 
เจอเรื่องแบบนี้ตั้งแต่รุ่นตัวเองแล้วล่ะค่ะ

แล้วเค้าก็ยอมเข้าโครงการพิเศษ เป็นคณะที่เค้าไม่เคยคิดจะเรียนซักนิด เพียงเพื่อให้ได้ชื่อว่าเป็นลูกแม่โดม

เห็นแล้วเหนื่อยใจ ค่าเทอมก็ไม่ใช่ถูกๆsad smile

ปล.อยากอ่านเรื่องการปรับหลักสูตรค่ะพี่โรสsurprised smile
#6  by  mookie' At 2008-04-19 23:05, 
โทษฐานไม่แนะนำน้อง เฮ้อ น้องมันยังไม่ดูตัวเองเท่าไรเลยนี่นา
#7  by  เชน หยินและหยาง At 2008-04-20 13:40, 
โห ... เวลาฟังเรื่องแบบนี้เครียดแทนเหมือนกันคะ sad smile

ยังไงเป็นกำลังใจให้นะคะ สู้ ๆๆๆ คะ
#8  by  Nindë Faelivrin At 2008-04-21 10:26, 

อะไรก็ได้ง้านเหรอ
น่าสงสารจัง
จะกินยังต้องเลือกเลย
และการศึกษาเนี่ยคือชีวิตเลยนะ
เราเอง (คนผ่านทาง)
#9  by  c (202.149.25.241) At 2008-04-24 22:22, 
พี่หงส์เห็นด้วยค่ะ
กับการที่เราจะได้เรียนในสิ่งที่ตัวเราเองอยากที่จะเรียน แต่สิ่งที่สำคัญที่จะต้องค้นหาให้ได้นั่นก็คือ...มันจะต้องเป็นสิ่งที่ตัวเราเองต้องการจริงๆ ไม่ใช่เป็นเพราะแฟชั่นหรือว่าเลือกตามเพื่อน โดยประสบการณ์การทำงานในฐานะเป็นบุคคลหนึ่งที่ช่วยคัดเลือกพนักงานเพื่อเข้ามาทำงานในบริษัทฯ สิ่งที่จะพิจารณาเป็นอันดับแรกเลยก็คือการทดสอบความสามารถค่ะ เรื่องของสถาบันนั้นจะให้ความสำคัญน้อยมากๆ (อันนี้เป็นเกณฑ์การพิจารณาส่วนตัวของพี่หงส์นะคะ)

big smile พี่หงส์ช่วยเป็นกำลังใจให้กับน้องๆ เค้าด้วยอีกแรงนะคะ

ป.ล. คิดถึงเชียวค่ะ ขอโทษที่หายๆ ไปนานนะคะ สบายดีนะคะ confused smile
สถาบันคือเครื่องการันตีครั้งแรกตอนที่สมัครงานหลังเรียนจบใหม่ๆ

แต่หลังจากนั้นสิ่งที่จะการันตีเราคือ ประสบการณ์และทักษะความสามารถในการทำงานจริงๆ เท่านั้น big smile

แต่ก็มีหลายองค์นะคะ ที่เลือกรับพนักงานจากสถาบันที่เรียนมา เป็นการสร้างค่านิยมอีกทางหนึ่ง surprised smile
#11  by  ~ N ~ At 2008-04-27 09:33, 

<< Home