ช่วงสงกรานต์นอกจากย้ายสำมะโนครัวไปอยู่บ้านญาติชั่วคราวแล้ว ก็ยังต้องทำหน้าที่พี่เลี้ยง คอยหาข้อมูลให้น้องที่กำลังจะเลือกคณะในการแอดมิชชั่น
เชื่อแล้วว่าถ้าใครสักคนในครอบครัวต้องเข้าสู่วงจรแอดมิชชั่น เหมือนการเดินสู่สนามรบพร้อมกันทั้งบ้าน ความเครียด ความกดดัน จะค่อยๆจู่โจมเข้ามาทีละน้อย ซึ่งเราเองก็เหนื่อยมาก เดือนที่แล้วก็เหนื่อยเรื่องพ่อ เดือนนี้ก็มาเหนื่อยเรื่องน้อง
สงกรานต์ที่ผ่านมาเลยไม่ได้คิดถึงเรื่องตัวเองเลย มัวแต่ดูเรื่องเรียนให้น้อง เพราะเกิดพลาดพลั้งอะไรขึ้นมา เราก็ต้องรับไปเต็มๆ โทษฐานไม่แนะนำน้อง
หน้าที่ผู้แนะแนวที่ดีคือการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ซึ่งกระบวนการสืบค้นตามแบบวิชาบรรณารักษศาสตร์ก็ใช้ได้ผลมากเลย ตอนแรกอยากให้น้องเรียนโบราณ วาดฝันเล็กๆว่าดีเหมือนกัน จะได้เรียนด้วยกันซะเลย แต่ตอนนี้มันก็สลายไปแล้ว เพราะน้องไม่ได้เลือกศิลปากรเลยสักอันดับ (เอนทรี่ที่แล้วก็เพิ่งบอกไปเองว่า “สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคนหนึ่ง อาจไม่ดีสำหรับอีกคนก็ได้” ดังนั้นก็ต้องยอมรับนั่นแหละ)
หลายปีที่ผ่านมา ตั้งแต่รุ่นเราแล้ว ก็เจอคนที่ยึดสถาบัน มากกว่าสิ่งที่ตัวเองต้องการเรียน เช่น “คณะอะไรก็ได้ ขอให้เป็นจุฬาฯ” “คณะอะไรก็ได้ แต่ต้องที่ธรรมศาสตร์เท่านั้น”
เชื่อไหมว่าเจออย่างนี้ทุกปี ปีนี้ก็เหมือนกัน น้องที่รู้จักกันคนหนึ่งอยากเป็นลูกแม่โดมใจจะขาด คณะอะไรก็ได้ไม่เกี่ยง ซึ่งมันถูกต้องแล้วหรือ?
ตอนที่เราอยู่ม.6 ก็มีเพื่อนคนหนึ่ง เรียนเก่งกว่าเราอีก เขาบอกว่า “จะเลือกคณะอะไรก็ได้ ขอให้เป็นจุฬาฯ” เราก็เลยถามว่า “อะไรก็ได้แม้ว่าจะไม่ใช่สิ่งที่อยากเรียนน่ะเหรอ เพื่อให้ได้ชื่อว่าเป็นนิสิตจุฬาฯ ก็จะไม่สนใจว่าตัวเองจะต้องไปเจอกับอะไร ไปเป็นอะไรในอนาคตอย่างนั้นน่ะเหรอ” สุดท้ายเพื่อนคนนี้ก็ได้ไปเรียนที่คณะศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ตามความนิยมของโรงเรียนในตอนนั้น (เหมือนเป็นเทรนด์ฮิตมาจนทุกวันนี้)
ไม่ว่าอย่างไร เราก็สนับสนุนให้น้องๆ ได้เรียนในสิ่งที่ชอบและอยากเรียนจริงๆมากกว่าการไปยึดกับสถาบันโดยที่เลือกทั้งที่ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังจะเข้าไปเรียนอะไร ที่เขียนมาก็ไม่ได้ต่อต้านสถาบันใด เพียงแต่ต้องการจะบอกว่า ถ้าอยากเรียนที่ไหนจริงๆ ก็ไม่ควรมีคำว่า “คณะอะไรก็ได้” หรือ “เรียนอะไรก็ได้” อย่างหน้ามืดตามัวก็เท่านั้น
เป็นความปรารถนาดีนะคะ
จริงอยู่ ...คนเราอาจจะประกอบอาชีพไม่ตรงกับสิ่งที่เรียนจบมา
แต่ว่าการได้เรียนในสิ่งที่ชอบก็น่าจะดีกว่าไม่ใช่เหรอ
สถาบันอาจจะเป็น Label ที่มีราคาก็จริง
แต่ในท้ายที่สุดแล้วสินค้า (ตัวเราเอง)
จะการันตีตัวเองได้ดีมากกว่า Label ที่ติดอยู่กับตัวซะอีก
ปล. 1 แล้วปีหน้า เราจะต้องแนะแนวให้ใครอีกไหมเนี่ย
ปล.2 โทร.ไปปรึกษาอาจารย์ที่ภาคบรรณฯ เรื่องการเลือกคณะของน้อง ได้ข้อมูลใหม่เรื่องการปรับหลักสูตรมา แต่คงจะต้องเขียนยาวมาก เอาไว้มีเวลาอีกหน่อยจะเอามาลงบล็อก