ผ่านไปอีก 3 สัปดาห์
เกือบไม่รอดแน่ะ
เจ้านายดีอยู่ได้แค่ 3 วันเท่านั้น
ตอนนี้เราก็เข้าใจแล้วว่าทำไมเลขาคนก่อนๆถึงอยู่ไม่รอด
เข้าใจอย่างถ่องแท้
ตอนแรกเราก็เตรียมใจไว้ถึงสิ่งที่จะเกิด
เราก็รู้ว่าเจ้านายเป็นคนละเอียดและคิดเล็กคิดน้อยมาก
ชอบจับผิด แม้เรื่องเพียงเล็กน้อยก็ทำให้เป็นเรื่องใหญ่ได้
ช่วงนี้เราก็เลยเหนื่อยมาก
เหนื่อยร่างจะขาด
เสียกำลังใจและกำลังสมองมากในแต่ละวัน
ตอนนี้เรียนงานไปได้ประมาณครึ่งหนึ่ง
ดูเนื้องานแล้วไม่เห็นมีอะไรมากเลย
แต่ที่ค่าตอบแทนมันสูง
เพราะเขาจ้างให้เรามานั่งรับแรงกดดันต่างหากล่ะ
ก็อย่างที่บอกไปแล้วที่เขาให้ข้าวของมาเนี่ย
มันต้องมีอะไรแอบแฝงแน่ๆ
มันก็จริงซะด้วย
เราถูกหลอกใช้
สร้างภาพลักษณ์ความเมตตาดูดีให้ทุกคนได้เห็น
ว่าตัวเขานี่ใส่ใจผู้ร่วมงานนะ
ทำให้เราดูเหมือนเป็นคนโปรด
คำพูดที่ว่า
“อย่าว่าเลขานะ เพราะว่าเขายังใหม่อยู่”
“เธอไม่ผิด คนอื่นน่ะผิด”
“อย่าเอางานของตัวเองมาให้เลขาทำ
เขาเป็นเลขาผม ไม่ใช่เลขาคุณ”
มันยิ่งสร้างความกดดันให้เรากว่าเดิม
เพราะมันทำให้เราถูกอิจฉาได้ง่ายเหลือเกิน
มีพี่คนนึงบอกว่า
“เขาบอกว่าให้ดูแลเลขาให้ดีๆ ห้ามใช้งาน”
อ้าว...แล้วไงล่ะ
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเราถึงโดนมอง
ด้วยสายตาแปลกๆจากคนในแผนก
บางคนดูไม่เป็นมิตรเท่าไหร่
จากนอกแผนกก็มองแปลกๆอีก
มองว่าเราจะอยู่ได้กี่วัน
ถึงขนาดว่าพนันกันไปทั่วโรงแรม
HR ยังรู้เลย เหอะๆ
วันก่อนพี่ผู้ชายคนหนึ่งบอกเราว่า
“ถ้าน้องอยู่ถึง 6 เดือน พี่ต้องเสียเบียร์นะ”
(พูดเพื่ออะไรวะ)
โปรดอย่าว่าเรามองเจ้านายในแง่ร้าย
แต่มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ
สิ่งที่เขาพูดและแสดงออกมา
มันไม่อาจแปรเจตนาเป็นอย่างอื่นได้อีก
ตอนนี้เราไม่รู้ว่าเวลาเขายิ้มมันจริงหรือเสแสร้งด้วยซ้ำ
บางวันเราก็โกรธ
คิดไปแล้วว่าเราคงไม่อาจทำงานกับคนแบบนี้ได้
แต่ทำยังไงได้...มันเลือกไม่ได้นี่หว่า
เรารู้ว่าเขาเป็นคนเก่ง เขาฉลาด
ทุกวันที่ไปทำงานนอกจากเรียนงานอย่างหนักแล้ว
เรารู้สึกเหมือนเล่นเกมสงครามจิตวิทยา
เราต้องนึกตลอดเวลาว่าต้องทำตัวอย่างไร
เพราะเจ้านายสังเกตทุกอย่างจริงๆ
ตอนสัมภาษณ์ก็สังเกตการกิน
ตอนนี้ยิ่งสังเกตทุกอย่าง
การนั่ง การพูด การคิด การทำงาน
สมควรไหมที่จะเหนื่อยแทบขาดใจแต่ละวัน
แค่ถามมากก็โดนว่า
ไม่ถามแล้วจะรู้ไหมล่ะ
เขาต้องการให้เรารู้เองโดยไม่ต้องสั่ง
แล้วก็พูดถึงแต่เลขาคนเก่าที่อยู่ได้ 1 ปี
(แบบว่าเจ้านายรักมากเลยคนนี้ เขาเก่งและอดทนสุดๆจริงๆ)
เราทำแบบนั้นไม่ได้หรอก มันคนละคน
ก็เลขาเก่าไปจากคุณแล้วเขามีความสุขมากขึ้นนี่นา
มีอยู่วันหนึ่ง เวลา 1 ทุ่ม
เราแค่อยากเคลียร์งานอีกนิดนึง
เขาถามว่า “ทำไมไม่กลับบ้านอีก”
“ขอทำงานอีกแป๊บนึงค่ะ”
“นี่ รู้ไหมมีคนชอบบอกว่าเลขาผมนี่ทำงานหนักจัง
ทำงานตั้งวันละ 14 ชั่วโมง ผมบอกเขาว่าไม่ใช่หรอก
จริงๆแล้วเขาทำงานช้า ทำงานไม่เสร็จเองต่างหาก
ผมไม่ได้ว่าคุณนะ Just joking”
ให้มันได้อย่างนี้สิ
ตอนนี้พูดแบบนี้..จำไว้นะ
อีกหน่อยพอเราทำงานเสร็จเร็ว
กลับตรงเวลา
ก็จะโดนว่าเรื่องไม่ทุ่มเทกับงาน
วันแรกที่เข้าประชุมแผนก
เขาบอกว่าเขามาทำงานตั้งแต่ 7 โมงเช้าทุกวัน
ทั้งๆที่เวลางานจริงๆคือ 9 โมงเช้า
แล้วหันมามองหน้าเรา
ถามว่า “รู้ไหม ผมทำแบบนี้มาตลอด 3 ปีที่อยู่ที่นี่”
“ผมไม่รู้หรอก คุณอยากมาทำงานกี่โมงมันเรื่องของคุณ”
ตอนนี้เจอเพื่อนที่เข้าอบรมเมื่อสัปดาห์ก่อนด้วยกัน
เขาก็บอกว่าเราดูเครียดมากเลย
ดูเหนื่อยด้วย
พี่ HR ใช้คำว่า “อิดโรย”
ข่าวดีคือน้ำหนักลดไปเกือบ 2 กก.
ทั้งที่เพิ่งมาแค่ 3 สัปดาห์
บางคนนึกว่าเราไปเที่ยวกลางคืน
ทั้งๆที่เรานอนตั้งแต่ 5 ทุ่ม
สมองยังซ่อมตัวเองไม่เสร็จเลย
ต้องตื่นมาสู้กันอีกแล้ว
ตอนนี้มีสัญญาณคอนเฟิร์มมาแล้วว่า
เจ้านายจะอยู่ที่นี่อีก 5-6 เดือน
ก่อนจะกลับประเทศไป
อย่างเร็วก็ก่อนคริสต์มาส
อย่างช้าก็หลังวันเกิดเขา ประมาณสิ้นเดือนมกราปีหน้า
วันก่อนเขาบอกเราว่า
“ยูต้องรีบๆเรียนรู้งานมากๆนะ ผมจะได้สบายใจ
ถ้าเจ้านายใหม่มา ยูต้องอยู่เทคแคร์เจ้านายใหม่”
เรานึกในใจ ณ วันนี้ เทคแคร์ตัวเองให้ผ่านไปแต่ละวัน
ยังยากลำบากจะตายแล้ว
นี่ถึงกับจะให้อยู่ถึงเจ้านายใหม่มาเลยเหรอ?
แต่ไม่ได้พูดหรอกนะ เรื่องบางเรื่องเราไม่รู้
มันเป็นเรื่องของอนาคต
ความปรวนแปรของเจ้านายทำให้เราทำใจ
บอกกับพี่ที่ทำงานว่า
“เราพร้อมลาออกได้ทุกวัน ถ้าทนไม่ได้วันไหนก็คงไป
ไม่ใช่ว่าเราไม่ให้ใจกับที่นี่นะ ตั้งแต่เริ่มทำงานมา
ที่นี่งานหนักสุด กดดันสุด เครียดสุด
แต่ก็เป็นที่ที่เราอยากอยู่ให้นานที่สุดเหมือนกัน”
มีคนปลอบใจเราว่า
“รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง”
ตอนนี้ไง ที่เรารู้เขา
เขาต่างหากที่ยังไม่รู้เรา
ดังนั้น ฉันยังมีสิทธิ์ชนะ
ถ้าเพียงแต่อดทนได้มากพอ
ฉันจะต้องไม่ยอมแพ้ใช่ไหม
ดาบชั้นดี...ย่อมต้องเคยผ่านความร้อน
จะเทิร์นโปร...ก็ต้องอดทนและหมั่นฝึกซ้อม
มองโลกในแง่ดีเข้าไว้
ความท้าทายของชีวิตคือการคิดบวกในทุกเรื่อง
ทำได้ยากจริงๆ
แต่ก็ต้องพยายาม
Learn to do it
สุดท้าย...ขอประกาศข่าวร้าย(สำหรับเรา)
ให้ทุกคนทราบว่า
หญิง...เพื่อนสาวเอกบรรณฯเทิงของเรา
ได้ถอนตัวออกจากการแสดงที่นี่เรียบร้อยแล้ว
สิ้นสุดการทำงานที่แสนสั้น
ด้วยเวลาเพียง 1 เดือนกับ 10 วันเท่านั้น
ตอนรู้ข่าว..เราเงียบไปเลย
ถามใครบางคนขึ้นมาในความเงียบว่า
“ถ้าหญิงไม่อยู่...เราจะทำยังไง”
ก็ไม่เห็นต้องทำยังไง ในเมื่อตอนที่เรามา
เราก็ไม่รู้ว่าหญิงอยู่ที่นี่
นั่นสิ...ยังไงก็เหมือนตัวคนเดียวมาแต่แรก
ถึงหญิงจะจบการแสดงไป...แต่เราต้องอยู่ต่อ
จำไว้แค่ว่าครั้งหนึ่งเคยร่วมเวทีเดียวกัน
ให้คนที่นี่ได้จดจำว่าเราเด็กทับแก้ว
เคยฝากผลงานอะไรไว้บนเวทีนี้บ้าง
ลงจากเวทีอย่างสง่างามนะเพื่อน
ปล. 1 วันก่อนเห็นขนมปังบินออกจากมือเจ้านาย
ข้ามหน้าเราไปหาคนอีกฝั่ง
ไม่ช็อคหรอกเพราะว่าทำใจไว้แล้ว
ปล. 2 ตอนนี้ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน
ดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะทุกคนคือเพื่อน พี่ น้อง ของเรา
เกิดต้องลาออกเพราะเจ้านาย ไม่เสียใจแย่เหรอเนี่ย!!
ปล. 3 เมื่อวานเพิ่งให้ของขวัญเจ้านาย
เป็นรูปพระขนาดใหญ่ใส่กรอบทอง
เจ้านายชอบมาก หวังว่าทุกครั้งที่เห็นรูปนี้
เขาจะมีจิตใจที่อ่อนโยนลง
หมดชีวิตฉันให้เธอ แต่วันนี้หัวใจเธอให้เขา
คำว่ารัก อีกคำว่าเรา มันเป็นเพียงละคร
แค่ตอนอยู่กับฉัน...
ฉันคนนี้กลายเป็นตัวอะไร
ฉันรู้ว่ารักสวยงาม ฉันรู้ว่ารักคือไฟ
ที่เผาทำลายคนให้เหมือนตายเพราะเธอ
ก็คิดไปว่าเธอคือคนคนนั้น ที่จะไม่จำให้ใจปวดร้าว
คำว่ารัก อีกคำว่าเรา เอามันไปไกลๆ ไม่ต้องมาบอก
พอแล้วที่ให้เธอ...จะไม่เผลอทำตัวให้อ่อนไหว
คงต้องเหงา แต่คงไม่ตาย
เราไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีกแล้วเธอ
รู้เอาไว้ฉันก็ยังเป็นคน
โดนซัดมาแล้วหลายที
ไม่มีอะไรต้องทน
ใจนี้มันป่นไปไม่เหลือก็เพราะเธอ
ก็คิดไปว่าเธอคือคนคนนั้น ที่จะไม่จำให้ใจปวดร้าว
คำว่ารัก อีกคำว่าเรา เอามันไปไกลๆ ไม่ต้องมาบอก
พอแล้วที่ให้เธอ จะไม่เผลอทำตัวให้อ่อนไหว
คงต้องเหงา แต่คงไม่ตาย
เราไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีกแล้วเธอ
เราเลือกเจ้านายไม่ได้ เจ้านายต่างหากที่เป็นคนเลือกเรา