อาการป่วยกำเริบมาก
ไปหาหมอเมื่อวาน
หมอบอกว่าเป็นโพรงจมูกอักเสบ
หลอดลมอักเสบ
เลยขอใบรับรองแพทย์ไว้หยุดงานวันนี้
เพราะถ้ากลับไปนั่งห้องแอร์ทั้งวันเราคงแย่แน่ๆ
หวังว่าเจ้านายจะเข้าใจ
ไม่คิดว่าเรากำลัง Play Game
เหมือนที่ว่าใครต่อใครที่ป่วยตรงกับวันหยุดพอดี
ตอนโทร.ไปลางาน
บอกเจ้านายว่าขอลาป่วย 1 วัน
เจ้านายบอกว่า 1 เดือนก็ได้
จะประชดเพื่อ...?
เลยบอกไปว่าวันเดียวก็พอค่ะ
จริงๆแล้วไม่พอหรอก ถ้าจะให้หายดี
ต้อง 3 วันเป็นอย่างต่ำ
เอาเป็นว่าไม่อยู่ห้องแอร์จนกว่าจะหายนั่นแหละ
แต่ทำแบบนั้นไม่ได้
วันเดียวก็วันเดียว อย่างน้อยขอให้ได้นอนเต็มที่
เมื่อวันเสาร์ไปหาหมอมาแล้วแต่แพทย์เฉพาะทางออกเวรแล้ว
พอดี “ผู้ชายคนนั้น” โทร.เข้ามา
ถามว่าวันนี้ไม่ได้มาทำงานเหรอ
ถามที่ทำงานบอกว่าไม่เห็นตั้งแต่เช้า
เราก็เลยบอกว่า “ใช่”
“ทำไมไม่เห็นบอกเลย จะโทร.หาสักหน่อยก็ไม่ได้”
“ก็นึกว่าบอกไปแล้ว สงสัยจะลืม”
“ตกลงผมไม่ได้มีความสำคัญอะไรเลยใช่ไหม”
โอย...ผู้ชายงอน ต้องง้อไหมเนี่ย
ไม่ค่ะ..ไม่ง้อ ไม่สนใจเหมือนวันที่มาเฝ้าที่หอทั้งคืนนั่นแหละ
จะให้พูดว่ายังไง ใช่ คุณไม่สำคัญพอที่ฉันจะบอก
ว่าฉันป่วยหนักเพราะโดนคุณรบกวนเวลาพักผ่อนทุกคืนเลย
เขาก็รู้ดีว่าเขามาเบียดบังเวลาพัก
เริ่มสำนึกผิดแล้วบอกให้เรารีบๆไปนอนได้แล้ว
“ผมขอโทษนะ ผมผิดเองที่รบกวนคุณ”
แล้วไง...คิดจะเลิกรบกวนรึยัง
ก็ยัง...ทำไม่ได้ใช่ไหมล่ะ
สุดท้ายที่บอกว่าเป็นห่วงมาก แคร์มาก ก็จบลงตรงการทรมาน
ทั้งร่างกายและจิตใจเราอีกนั่นแหละ
“ยิ่งเข้ามาใกล้ ฉันยิ่งอ่อนแอ”
พี่เชนถามว่าไม่เปิดใจเหรอ
เปิดไม่ไหวแล้ว สิ่งที่เราพูดเขายังไม่ฟัง
เขาเองก็รู้ว่าเราต่างกันมาก
“ผมรู้ว่าตอนนี้เรายืนห่างกันมาก
แต่ผมก็หวังว่าสักวันจะได้มีโอกาสยืนข้างๆคุณ”
ทำไมชอบพูดจาให้ดูน่าสงสารด้วย
“ผมไม่ต้องการให้คุณสงสารนะ”
เออ..เข้าใจแล้ว
พอไม่สงสารแล้วก็อย่ามาอ้อนวอนให้เห็นใจก็แล้วกันนะ
ส่วนเรื่องงาน วันก่อนคุยกะอ.เลิศอีกที
ตอนที่มันล้ามากแล้วเต็มไปด้วยปัญหา
เรื่องของฝากมูลค่าครึ่งหมื่น
อ.เลิศบอกว่า
“ถ้าจะออกก็ออกได้นะ
คิดว่าของที่เขาให้เป็นค่าล่วงเวลาที่คุณทำงานให้เค้า”
เรื่องงานที่เขาให้ไว้ 2 อาทิตย์เราทำไม่เสร็จจริงๆด้วย
แม้ว่าจะอยู่ออฟฟิศเกือบ 4 ทุ่มทุกคืน
มันก็ไม่เสร็จ
เจ้านายกลับมาบอกว่า
“ผมรู้อยู่แล้วว่ามันไม่เสร็จหรอก ไม่เป็นไรนะ”
แล้วจะกดดันเพื่อ...?
แล้วมีอยู่วันหนึ่ง
ในที่ประชุมแผนก เรานั่งเฉยๆก็โดนเจ้านายแขวะ
“ผมไปสิงคโปร์ 20 วัน สั่งงานเลขาไว้ กลับมาก็ทำไม่เสร็จ”
“เลขาเก่าอ่ะนะ ตี 1 ก็ไม่กลับบ้านถ้างานไม่เสร็จ”
พูดแบบนี้หมายความว่าไง...?
จะให้เราอยู่ถึงตี 1 อย่างนั้นเหรอ เราทำไม่ได้หรอก
ไม่คิดจะทำด้วย แค่นี้สุขภาพเสีย
สายตาก็เสีย เอาคืนมาไม่ได้แล้วด้วย
เราเกือบสติหลุดแล้วพลั้งปาก “why don’t u bring her back?”
นับ 1 ถึง 10 ตั้งสติแบบสุดๆ
ตอนเย็นโมโห โทร.ไปบ่นกะอ.เลิศเหมือนเดิม
“ไม่ต้องไปสนใจเลย ใจเย็นๆ ครองสติไว้ให้ดี
คุณคิดดูดีๆสิ ว่าเลขาเก่าเขาน่ะอยู่ได้รึเปล่า”
แล้วอาจารย์ก็ให้ข้อคิดว่า
“โรส ผมขอร้อง อย่าทรมานตัวเองเลย คุณทำงานมาก คุณป่วย
งานไม่เสร็จ เขาหาคนทำแทนได้ แต่ถ้าคุณเป็นอะไรไป
เขาหาลูกมาชดใช้แม่คุณไม่ได้นะ เพราะฉะนั้น รักตัวเองหน่อย”
แล้วอาจารย์ก็ให้ถามตัวเองด้วยคำถาม 3 ข้อ
1. ตั้งแต่เริ่มงานมา มีงานชิ้นไหนบ้างที่คุณทำเสร็จแล้วรู้สึกภูมิใจ
2. เรื่องการถูกทำร้ายจิตใจ ภาวะกดดัน เกิดขึ้นบ่อยแค่ไหน ต้องทนกับมันแค่ไหน
3. เรื่องดีๆในที่ทำงานเกิดขึ้นกับคุณ บ่อยแค่ไหน
พอพูดจบ อ.เลิศก็สรุปว่า...
“ผมว่าคุณหาคำตอบให้ตัวเองได้แล้วนะ ว่าจะอยู่หรือจะไป”
...หางานใหม่ได้แล้ว...
มานึกดู เราเรียนรู้อะไรบ้างจากงานนี้
ไม่มีอะไรใหม่เลย
จริงๆนะ รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะโง่ลงทุกวันๆ
เพราะโดนเจ้านายกด เหมือนสะกดจิตเลย
ว่าฉันมันห่วย ฉันมันโง่ ฉันมันทำนู่นทำนี่ไม่ได้
ถ้าคิดแบบนั้นได้ ถึงจะอยู่ได้
เจ้านายจิตวิทยาสูงมาก (ใครๆก็รู้)
เก่งมาจากไหน พอมาเจอเขามีโอกาสสติแตกทั้งนั้น
เขาจะกดดันและละลายตัวตนของเรา
ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ
เราต้องอดทนให้มาก
พร้อมๆกับรักษาความเป็นตัวของตัวเองเอาไว้
เพราะสิ่งที่ดีที่สุดในตัวเราคือความกระตือรือร้น
และความพยายามอย่างไม่ย่อท้อ
แต่พอมาเจอเจ้านายที่เขาคิดว่าตัวเองถูกที่สุดในโลก
ไม่ว่าเราทำอะไรก็ดูผิดและไร้ค่าไปหมด
สุดท้าย ความกระตือรือร้นจะหายไป (เพราะทำอะไรก็แย่)
ความพยายามก็สูญ (เพราะเจ้านายก็ไม่เคยยอมรับ)
นอกจากความสามารถที่ติดตัวอยู่จะถดถอยลง
ก่อนที่ฉันจะไม่สามารถเขียน อ่าน อะไรได้อีก
ก่อนที่ฉันจะแปล อะไรไม่ได้อีก
ก่อนที่ฉันจะเสียความเป็นตัวเอง
ก่อนที่จะไฟจะมอดไปจริงๆเพราะเจ้านายแบบนี้
ตอนนี้สายตาเสียไปแล้ว มองอะไรได้ไม่เหมือนเดิม
ตาเอียงจนมองอะไรๆได้ไม่ถนัด
อุทิศตนกับงานที่ไม่เคยได้อะไรกลับมา
และยิ่งสูญเสียไปมากกว่าเงินที่ได้รับซะอีก
ปกติก็ไม่เคยทำงานเพื่อเงิน
แต่ตอนนี้ก็ตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่า
งานที่ทำอยู่เราทำเพื่ออะไร
คงทำแค่ให้รู้สึกว่าเราได้ทำงานเท่านั้นล่ะมั้ง
เคยคิดมาตลอดว่าเราไม่ควรให้คำว่า “ลาออก”
เข้ามาวนเวียนสมอง
เพราะถ้าคิดได้สักครั้งหนึ่ง
เราก็จะคิดถึงมันตลอดไป
แต่ทำยังไงได้ มันเริ่มเข้ามาคุกคามในใจเรา
ประมาณ 2 สัปดาห์มาแล้ว
ถึงจะไม่อยากคิดถึงมัน
แต่ก็ลบออกไปจากใจไม่ได้แล้วล่ะ
ก่อนนั้นเคยดี แต่แล้วก็กลายทำมาไม่แคร์กัน
เฝ้าแต่รอเธอคงจะคิดได้สักวัน
เธอนั้นจะทำให้เหมือน วันวานให้เราเป็นอย่างเดิม
เธอได้คิดเมื่อปิด รักฉันมันปิด มันตาย
ไม่รู้ในวันนี้ ที่ฉันจะเดินหาย
เธอมาพูดทำไม เพิ่งพูดทำไม จะทำดีกับฉัน
รักที่พัง ที่เสียไป ไม่มีทางให้มันหายดี
ข้อนั้นลืม ฉันหรือไง ในวันนี้จึงเพิ่งดี
ไม่ต้องมาแคร์อะไรและคำว่ารักไม่ต้องมี
ไม่ต้องทำเป็นเหมือนเธอน่ะอยากดี เมื่อสายไป
แต่หลายเรื่องราวที่ฉันได้เจอใจมันยังจดจำ
เป็นบทเรียนที่ตัวเธอเองนั้นได้ทำ
ให้ช้ำเนิ่นนานและช้ำจนเกินตั้งต้นใหม่อีกที
เธอได้คิดเมื่อปิด รักฉันมันปิด มันตาย
ไม่รู้ในวันนี้ ที่ฉันจะเดินหาย
เธอมาพูดทำไม เพิ่งพูดทำไม จะทำดีกับฉัน
รักที่พัง ที่เสียไป ไม่มีทางให้มันหายดี
ข้อนั้นลืม ฉันหรือไง ในวันนี้จึงเพิ่งดี
ไม่ต้องมาแคร์อะไรและคำว่ารักไม่ต้องมี
ไม่ต้องทำเป็นเหมือนเธอน่ะอยากดี เมื่อสายไป