เรื่องราวระหว่างเรากับพี่แอล
มาถึงวันนี้ก็ได้จบภาคแรกไปแล้ว
อ้าว...งงล่ะสิ
ไม่ได้อัพบล็อก 3 สัปดาห์
เรื่องจบซะเฉยๆ พอดีว่าถ่ายทำเสร็จแต่ไม่ได้ออกอากาศ
ผู้ชมคงงงกันไป
แต่วันนี้จะมาเล่าต่อแล้วว่าเรื่องมันไปไงมาไง
1 มกราคม
เจ้านายเราไม่เคยพูดถึงพี่แอลมาก่อน
อยู่ดีๆก็พูดขึ้นมาบอกว่าพี่แอลเป็น
A very dangerous person
who always lick out everything he know
“ผู้ขายความลับ” อย่างนั้นเหรอ?
เห็นแววปัญหามาแต่ไกลเลย
ผู้ชายคนก่อนก็เป็นไปไม่ได้ด้วยเรื่องเขาอยู่แผนกเดียวกับเรา
คราวนี้พี่แอลอยู่คนละแผนกก็ยังไม่วายมีหางฟาดมาโดนอีก
คนหนึ่งเป็น “ผู้รักษาความลับ”
กับอีกคนเป็น “ผู้เผยความลับ”
งานนี้คงสนุกแน่
แต่ใจเราไม่สนุกตาม อะไรมันจะเกิดขึ้นต่อไปล่ะเนี่ย
เกิดความเครียดขึ้นมาหน่อยๆ
แล้ววันนั้นกอล์ฟแวะมาหาด้วย เลยได้เล่าให้กอล์ฟฟังคร่าวๆ
กอล์ฟให้ข้อคิดไว้ว่า
“ชีวิตไม่มีคำว่า ‘ลอง’ นะ โรส ต้องคิดดูแล้วล่ะ
ว่าจะคบกับเขาแบบไหน เพื่อน กิ๊ก หรือแฟน แล้วโรสจะรับได้ไหม
ถ้าเขามีพฤติกรรมแบบที่เจ้านายโรสกล่าวหาจริงๆ”
“รับไม่ได้หรอกกอล์ฟ (ตอบแบบไม่ต้องคิดเลย)
ถ้าเขาทำร้ายคนอื่นมาก่อน เราจะรู้ได้ยังไงว่าจะไม่ทำร้ายเรา
เราไม่รู้หรอกว่าเขาทำแบบนั้นจริงหรือเปล่า ถ้าจริง..ทำมานานแค่ไหนแล้ว
ขายคนอื่นเพื่อให้ตัวเองอยู่รอดเนี่ย มันใช้ได้เหรอ..รับไม่ได้หรอก”
หน้าที่เลขาฯ คือรักษาความลับ ถ้าคนที่เราคบด้วยเป็นคนขายความลับจริง
ก็ต้องส่งผลถึงความมั่นคงทางหน้าที่การงานของเราด้วย
ถึงแม้ว่าจะชอบหรือปลื้มเขามากแค่ไหน
มันก็ไม่ได้มากไปกว่าความรับผิดชอบและหน้าที่ของเราต่องานหรอก
ถ้าต้องเลือกระหว่างเจ้านายกับพี่แอล
เราก็ต้องเลือกเจ้านายอยู่แล้ว
ไม่มีอะไรสำคัญเท่ากับหน้าที่
เวลา 3 ทุ่ม
อยู่ๆพี่แอลก็โทร.มาชวนไปกินข้าว
ก็ไป...
พี่แอลสั่งอาหารแบบที่เราไม่ได้บอกเขาว่าเราไม่กินอะไรบ้าง
แล้วพอมารู้ทีหลังว่าสั่งของที่เราไม่กิน
เขาก็พึมพำกับตัวเองว่า
“คราวหน้าต้องสั่งอย่างอื่นแล้วเพราะว่าน้องเขาไม่กิน”
พี่แอลนี่ก็ตักกับข้าวให้ใหญ่เลยจนเรางงว่าทำไมต้องเอาใจขนาดนั้น
แถมวันนี้เขาก็ไม่สบายอีกต่างหาก
ส่งเรากลับหอ
คราวนี้ส่งถึงข้างในหอ ไม่กลัวเป็นข่าวแล้วหรือไงนะ?
5 มกราคม
พี่แอลกับพี่นตชวนไปหาอะไรกินอีก
ขากลับค่อนข้างดึกแล้ว
เราก็ง่วงแล้วด้วย
พี่แอลจะไปส่ง เราก็เลยถามว่า
วันนี้พี่แอลกลับบ้านหรือนอนหอ(หอบริษัทตึกเดียวกับเรา)
อยู่ๆ พี่แอลก็ถามว่า...
“ไปบ้านพี่ไหม?”
“หา..ไม่ไปอ่ะ จะกลับหอ”
“ไม่ไว้ใจพี่เหรอ?”
“จะกลับหอ”
ก็ไม่มีบทสนทนาต่อ แต่ดูท่าทางพี่แอลเงียบๆไป
สักพักนึง ถามอีก
“ไปไหม?”
“ไม่ไป..กลับหอดีกว่าค่ะ” พยายามพูดดีๆ และใจเย็นๆ
“ไม่ไว้ใจพี่เหรอ?”
“ไม่ใช่ตอนนี้อ่ะ จะกลับหอ”
“พรุ่งนี้เข้างานกี่โมง เดี๋ยวพี่มาส่ง”
“ไม่ต้องหรอก เกรงใจ...” นึกว่าจะเลิกถามแล้วนะเนี่ย
“จะเกรงใจทำไม ถ้าไม่อยากให้ไปจะถามทำไม”
“อ้าว ก็บอกแล้วไงว่าจะกลับหอ”
เอ๊ะ..พูดไม่รู้เรื่องหรือไงฟะ โมโหแล้วนะ แต่ห้ามวีน
เพราะดึกแล้วต้องให้เขาส่งเราถึงหอให้ปลอดภัยก่อน
“ไม่ไว้ใจพี่จริงๆเหรอ เดี๋ยวเช้าพี่กลับมาส่ง” เสียงพี่แอลนิ่งมาก
ถึงแยกไฟแดง พี่แอลถามว่าจะให้เลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวา
ดูจากทิศทาง ถ้าขวา กลับหอเราแน่ๆ
ถ้าซ้ายคงไปบ้านพี่แอลอ่ะแหละ
“เลี้ยวขวา”
“ไม่ไว้ใจพี่เหรอ?”
“จะให้เราลงตรงนี้ใช่ไหม” ในที่สุดเราก็หมดความอดทน
“เปล่า”
“งั้นก็เลี้ยวขวาไปค่ะ” เสียงนิ่งเรียบที่สุด
รู้สึกได้ในวินาทีนั้น
พี่แอลโกรธ...
พอมาส่งถึงหอก็ยังเงียบๆไป
เราอ่ะ โล่งใจที่กลับมาถึงจุดหมายอย่างปลอดภัย
แต่รู้สึกแย่กับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น
ทำไมพี่แอลต้องทำแบบนั้นด้วย
เสียความรู้สึกอ่ะ เราต่างหากที่จะต้องโกรธเขา
แต่ความรู้สึกง่วง อยากพักผ่อนมันมากกว่า
วินาทีนั้นคิดแค่ทำยังไงก็ได้ให้กลับถึงหอไปนอนก่อน
เรื่องอื่นๆตื่นมาค่อยว่ากัน
กลับถึงห้องได้สักพักกำลังจะหลับ
พี่แอลโทร.มา
“พี่เพิ่งกลับมาถึงบ้าน”
“อืม”
“เรื่องเมื่อครู่นี้โกรธใช่ไหม”
“เปล่า”
“เราโกรธพี่แล้วใช่ไหม”
“ถ้าใช่แล้วยังไงเหรอ”
“โกรธสินะ..ที่พี่โทร.มา เพื่อบอกว่าพี่แค่ลอง Test เราเฉยๆ”
“อะไรนะ”
“พี่แค่อยากรู้ว่าเราจะตอบพี่ว่าอะไร พี่เคยเจ็บมาก็เลยอยากทดสอบเราดู
ถ้าเราไม่ไปกับพี่ เราก็คงไม่ไปกับคนอื่นด้วย”
หมายความว่าไงฟะ?...สมองเราประมวลผลไม่สมบูรณ์เพราะความง่วง
ตอนที่เขาโทร.มาเราจำได้บ้างไม่ได้บ้าง
เหมือนครึ่งหลับครึ่งตื่น
รู้แต่ว่าข้อความข้างบนเรารับรู้ด้วยสติที่เหลืออยู่
(ง่วงเพราะง่วงจริงๆ ไม่ใช่โดนวางยาหรือเมานะพี่น้อง)
“ตอนนี้พี่ก็โทร.มาบอกหนูให้รู้ว่าเมื่อครู่พี่แค่ต้องการทดสอบ
แล้วหนูก็ทำให้พี่รู้แล้วว่าหนูคิดยังไง”
หา...แค่นี้ตัดสินกันได้แล้วเหรอ
ก่อนวางสายเขาก็บอกให้ดูแลตัวเอง
“ห่มผ้าด้วยนะ อากาศหนาว”
*****************************
เรื่องที่ผ่านมา เราต่างหากที่ควรโกรธ
ถือสิทธิ์อะไรมาทดสอบเรา
ถือสิทธิ์อะไรมาตัดสินเรา
หลังจากนั้น 2 วัน
พี่แอลกลับบ้านโดยไม่บอก
กลับมาก็ไม่บอก
จนกระทั่งผ่านไป 3 วัน
อยู่ๆก็โทร. มาชวนกินข้าวร้านใกล้ๆหอ
พี่แอลบอกวันนี้อยู่หอ เพราะวันรุ่งขึ้นมีงานเช้า
พอดีผู้ชายคนนั้นเดินเข้ามา
เราก็ใจร้อนมาก ปุบปับเดินออกจากร้านไป
พี่แอลคงงง ว่าเกิดอะไรขึ้น
พี่แอลก็รู้เรื่องเรากะผู้ชายคนนั้น แต่ไม่รู้เบื้องลึก
เขาก็นึกว่าเคยคบกัน
แต่ไม่เคยมีใครรู้ว่าลึกๆเราแบกความทุกข์ไว้แค่ไหน
และไม่ใช่เรื่องที่ควรเอ่ยถึงอีก
เรากลับหอไปเลยแล้วก็นอนหลับไป
เที่ยงคืน พี่แอลโทร.เข้ามา
“มีอะไรอยากบอกพี่ไหม?”
“เรื่องอะไรคะ”
“ทำไมถึงทำแบบนี้”
ก็เลยเล่าไปแค่ว่าผู้ชายคนนั้นเคยมาชอบเรา
แต่เรารับไม่ได้และคบเขาต่อไปในฐานะเพื่อนไม่ได้
(เพราะเราทำใจไม่ได้ที่จะเห็นเขาวนเวียนอยู่ในชีวิตเรา
เขาเคยทำจนเราเป็นโรคประสาท หวาดระแวง ใช้ชีวิตไม่ปกติมา
จะให้อภัยกันง่ายๆ เราทำไม่ได้จริงๆ)
คุยกันไปสักพักพี่แอลถามว่า
“เราจะคบกับพี่จริงๆเหรอ”
“...” เงียบ เพราะไม่รู้เหมือนกันว่าจะคบกันยังไง
ในเมื่อเรายังเหมือนไม่รู้จักกันเลย
อยู่ๆนึกอยากมาก็มา อยากหายก็หายไป มันใช้ได้ที่ไหน
“เรายังไม่รู้จักพี่...แต่พี่รู้จักเรามากกว่าที่เรารู้อีก”
แล้วตอนสุดท้ายก็สรุปว่า
“ตอนนี้เราก็คบกันแล้วนะ”
งง...เราไปตกลงกันตอนไหนเนี่ย
อย่ามาชกกันตอนมึนอย่างนี้ดิ
ผลต่อจากนั้นเป็นไงรู้ไหมคะ
9 มกราคม
พี่แอลไปทำงาน...กลับหอ
แล้วก็ไปกรุงเทพค่ะ
ไปแบบไม่บอกกันสักคำ
ตอนที่เราโทร.ไป ก็บอกแค่ว่าไปหลายวัน
แต่กี่วันไม่รู้
สรุปคือ ไป 7 วัน โดยไม่บอกกล่าว
และตลอด 7 วันก็ไม่โทร. หาเราแม้แต่ครั้งเดียว
17 มกราคม
จนกระทั่งวันที่เขากลับมาก็โทร.มาหา
“พี่กลับมาแล้ว ตอนนี้อยู่หน้าโรงแรม ยุ่งอยู่รึเปล่า
กินข้าวรึยัง อยากทานอะไรพิเศษไหม เดี๋ยวซื้อฝาก”
เฮ้ย นี่มันอะไรกันเนี่ย
วันเดียวกัน พี่แอลโทร.มาตอนเลิกงาน
บอกให้ไปเป็นเพื่อนตัดผมหน่อย แล้วก็ไปกินข้าวกัน
เราก็ไป...แค่อยากลองดูปฏิกิริยา
เหมือนเดิมเลย มีหรือไม่มีเราอยู่มันคงไม่ต่างกัน
ไม่เคยสนใจว่าเราจะหายใจอยู่ตรงนั้นรึเปล่าด้วยซ้ำ
18 มกราคม
ตอนค่ำ
พี่แอลโทร.ถามว่ากินข้าวรึยัง
“กินแล้ว กำลังจะนอน”
ผ่านไป 1 ชม. เรานอนไม่หลับ
พี่แอลโทร.มา
“พี่รอหนูนะ”
“ไม่ต้องรอ จะนอนแล้ว”
“ตามใจ”
...ตัดสาย...
15 นาทีต่อมา
“ยังไม่นอนก็ออกมาเถอะ พี่อยู่คนเดียว”
“ไม่เอาอ่ะ จะนอนแล้ว ดึกแล้ว”
“เขาไม่ได้อยู่ด้วยสักหน่อย กลัวอะไร”
“ไม่ได้กลัว มันดึกแล้วไม่อยากออกไป” (พี่แอลอ่ะแหละน่ากลัวกว่า)
...พี่แอลตัดสาย...
10 นาทีต่อมา
“จะมาไหม พี่รอนะ”
“ไม่ค่ะ” เริ่มหมดความอดทนเหมือนกัน
“พี่ถามอีกที จะมาหรือไม่มา”
“ไม่!!...พี่แอลห้ามตัดสายนะ ไม่งั้นก็ไม่ต้องมาพูดกันอีก”
“........”
“เข้าใจไหมว่ามันดึกมากแล้ว พรุ่งนี้ต้องไปทำงานเช้า”
“ไม่เห็นเป็นไรนี่ แป๊บเดียวเอง เดี๋ยวก็กลับพร้อมกัน”
(กลับไหนล่ะ กลับหอหรือชวนไปไหนอีก)
“ไม่เอา ไม่ไปแล้ว”
“งั้นก็ตามใจ”
...ตัดสาย...
อีก 5 นาทีต่อมา เราโทร.กลับไปเอง
“ถ้าต้องการแค่คนนั่งเป็นเพื่อน ใครก็ได้
ไม่จำเป็นต้องเป็นเราไม่ใช่เหรอ”
“ถ้าไม่ใช่เรา...แล้วพี่จะโทร.มาทำไม”
“แล้วเวลาเราอยู่ใกล้ๆ ก็ไม่เห็นสนใจนี่ว่าเราจะอยู่รึเปล่า”
“ถ้าคิดแค่นั้นก็ตามใจ”
...ตัดสาย...
พอค่ะ..พอแล้ว พฤติกรรมแบบนี้
ทนได้ชั่วคราวไม่ใช่ตลอดไป
หลังจากวันนั้นจนถึงวันนี้
ก็ไม่ได้ติดต่อกันอีก ดูท่าทางเขาก็ไม่ได้เต็มใจจะคุยเท่าไหร่
ทำงาน 5 วัน เจอกันวันเดียว
แถมเจอนี่แค่เดินสวนกันเท่านั้น
เป็นอันว่า “จบ” ภาคแรกของนิยายรักเกาหลีปนฮ่องกง
ออกแนวหักเหลี่ยมโหด (ยังมีอีกภาคที่ยังไม่เปิดเผย)
นี่แค่เรื่องความรักนะ
ถ้าผนวกเรื่องงานด้วย ผู้อ่านจะต้องคิดเลยว่าเราผ่านมาได้ไง
มันไม่ต่างจากหนังฮ่องกงแบบหักเหลี่ยมโหดเลย
เรื่องรักกลายเป็นเรื่องงี่เง่าทันทีเมื่อเจอเรื่องงาน
เพราะมันหนักหนาสาหัสมากๆจนบางทีเราก็ท้อ
เลิศกูรูยังบอกว่า “การเมืองในองค์กรเยอะจริงๆ”
ระหว่างเรากับพี่แอลจะเป็นยังไงต่อ
โอเล่บอกพอเถอะแก เสียเวลาเปล่า
“ถ้าเขาชอบเราจริงมันควรจะแสดงออกมากกว่านี้ ไม่ใช่ทำแบบนี้
แล้วก็ไม่ต้องโทร.หาเขา ถึงจะชอบเขาแต่เราไม่ได้เริ่มก่อน”
ฉันก็คิดแบบแกแหละ...โอเล่
พี่แอลเปรียบเหมือนมอร์ฟีน
เรื่องงานที่มันสาหัสอยู่มันทุเลาลงได้ชั่วขณะ
เวลาเขาทำดีกับเรา เราก็จำได้ไม่ลืม
แต่หากหลงอยู่กับเขามากเกินไป
เขานั่นแหละเป็นคนที่จะเข้ามาทำร้ายซ้ำเติมเรา
เหมือนความเจ็บปวด เราทนไม่ได้..ต้องใช้มอร์ฟีน
มันบรรเทาได้ก็จริงแต่...
เราก็ค้นพบว่าเราติดมันจนเลิกไม่ได้
ถ้าพี่แอลคือมอร์ฟีน...
บอกได้คำเดียวว่าเรามีสติพอที่จะไม่ติด
เราต้องกัดฟันทนพิษแผลแม้จะเจ็บแค่ไหน
เพราะสุดท้ายพี่แอลไม่ใช่คนที่ทำให้เราทุกข์น้อยลง
อย่าพยายามหนีความเจ็บปวดจากเรื่องหนึ่ง
ไปสู่เรื่องที่ทำให้เจ็บปวดมากกว่า
ถ้าเขาเป็นอย่างที่เจ้านายเราปรามาสไว้จริงยิ่งแย่
เราต่างหากที่ต้องผ่านมันไปด้วยตัวเอง
เข้มแข็งไว้นะ
สุดท้ายแล้วเราก็ต้องรับได้ที่จะต้องอยู่คนเดียว
อีกร้อยวันพันคืนนับจากนี้
ถ้าต้องอยู่ตัวคนเดียวก็ต้องยอมรับให้ได้
...จงอยู่อย่างแข็งแกร่งและมีศักดิ์ศรี...
ความรักครั้งนี้จะเป็นอย่างไร...
ฉันควรต้องทำใจรึเปล่า
ความรักครั้งนี้จะเป็นอย่างไร
สุขสมได้ดั่งใจหรือเป็นฝันชั่วคราว
ชีวิตของฉันเมื่อพบกับเธอนั้น
จะเปลี่ยนแปลงหรือเป็นเหมือนเก่า...
คือคำถาม...ที่ ณ วันนี้ได้คำตอบแล้ว
เรื่องงานก็ยาวและหนักไม่แพ้กัน
อ่านต่อคราวหน้า...
ปล.เพลงนี้พี่แอลร้องให้ฟังตอนไปกินข้าวคราวก่อน
ใจฉันเป็นของเธอ - บอย พีซเมกเกอร์
ฉันไม่รู้ว่าเป็นเพราะใคร โชคชะตาเป็นใจ
หรืออะไรทำให้เธอลาจาก คนที่รักกันมากมาย
ต้องพรากกันไปไกล ฉันก็คนจะทนอย่างไรไหว
ฉันไม่รู้จะทำอย่างไร เหมือนใจมันจะขาด
ชีวิตมันดูอ้างว้าง วังเวงไปทุกอย่าง
เหมือนคนที่เดียวดาย จมอยู่กับความหลัง
อยากให้รู้ฉันเสียใจ และปวดร้าวมากเพียงไหน
ใจของฉันมันเป็นของเธอ ไม่ว่านานเท่าไร
และมันจะเป็นของเธอตลอดไป
ใจของฉันมันเป็นของเธอ คนเดียวทั้งใจ
จะรอเธอ รักเธอจนตายใจเอย
ฉันไม่รู้ว่าเหตุผลใด ฟ้าข้างบนจงใจ
หรือว่าใครทำให้เราไกลกัน
มันโหดร้ายจนเกินไป
ฉันไม่เคยเตรียมใจ ที่จะเสียเธอไปอย่างวันนี้
ฉันไม่รู้จะทำอย่างไร เหมือนใจมันจะขาด
ชีวิตมันดูอ้างว้าง วังเวงไปทุกอย่าง
เหมือนคนที่เดียวดาย จมอยู่กับความหลัง
อยากให้รู้ฉันเสียใจ และปวดร้าวมากเพียงไหน
ใจของฉันมันเป็นของเธอ ไม่ว่านานเท่าไร
และมันจะเป็นของเธอตลอดไป
ใจของฉันมันเป็นของเธอ คนเดียวทั้งใจ
จะรอเธอ รักเธอจนตาย...ใจเอย
ปล. อีกที อ่านที่โอเล่เขียนแล้วลืมบอกไปว่าที่น้ำเสียงเศร้า
มันไม่ใช่เพราะพี่แอลหรอก สถานะเราตอนนี้
ไม่ว่าใครจะเข้ามาก็เศร้าทั้งนั้น
เพราะไม่มีสิทธิ์ทำให้มันเป็นไปได้เลย
ต้องก้มหน้ายอมรับการอยู่คนเดียวให้ได้จริงๆ