โอเล่แจ้งข่าวว่าโรงละครทรงพลจะถูกทุบ
ในอีกไม่ช้านี้...
ใจหายวาบ...เงียบไปเลย
ข้างในใจเห็นภาพเก่าๆย้อนกลับมาโดยไม่ได้นัดหมาย
เหมือนภาพยนตร์ที่นำมาฉายซ้ำแต่ไม่มีเสียง
ภาพตอนเปิดเชียร์
ภาพตอนปิดว้าก
วันที่เย็บชุดลีดแบบอดหลับอดนอน
วันที่ช่วยกันบูมรุ่นน้องเข้ามาใหม่
การเกิดและการดับ..เป็นธรรมดาของโลก
ท่องเอาไว้นะ...
ไม่มีสิ่งใดอยู่กับเราได้ตลอดไปหรอก
เหมือนชีวิตที่ทับแก้วของเรา จบลงไป 3 ปีแล้ว
ใช่..สามปีแล้ว
แต่ความทรงจำแจ่มชัดเหมือนจากกันไปสามวัน
สิ่งนี้จะไม่ดับไปตามกาลเวลาตราบเท่าที่ลมหายใจยังคงอยู่
ทับแก้วคือสถานที่ผูกพันทางจิตวิญญาณ
ครึ่งหนึ่งของชีวิตเราอยู่ที่นั่น
******************************************
หลังจากลงเอนทรี่ก่อนไปแล้ว พี่เชนเป็นห่วงถึงขนาดต่อโทรศัพท์สายตรงจากเซี่ยงไฮ้เลยทีเดียว
"พี่ว่ามันไร้สาระอ่ะ ลองใจอะไรกันอย่างนี้ ถ้าคิดจะลองใจจริง
ไม่คิดดูตาม้าตาเรือเหรอ ลองใจคนอย่างโรสเนี่ยนะ"
ใช่ค่ะเกอ..เขานี่แหละกล้าลองของกับน้องสาวเกอ
ก่อนหน้านี้ก็มีคนบอกเราเหมือนกัน
ว่าอาจเป็นได้ที่จะถูกทดสอบด้วยวิธีการนี้
สำหรับเราเอง เหตุการณ์นี้ทำให้เรารู้ว่าเขา
มาจากสังคมแบบไหน
ซึ่งก็ได้ความว่าที่ที่เขาเคยอยู่
หรืออยู่ ณ ปัจจุบัน คงจะเจอคนไม่ดีมามาก
อะไรๆ ก็เปลี่ยนไปหมดแล้ว
ขนาดน้องผู้หญิงคนหนึ่งเพิ่งเรียนจบ ยังไม่ทันรับปริญญาเลย
มาทำงานที่นี่ก็มีแฟน ย้ายไปอยู่ด้วยกัน
กว่าจะถึงวันรับปริญญาก็เลิกกับแฟนไปแล้ว
เราเองก็เหมือนกัน ...
วันแรกที่มาที่นี่ มีคนถามเยอะมากว่าพักที่ไหน อยู่กับแฟนเหรอ?
ทำไมทุกคนต้องคิดว่าการมีแฟนจะต้องย้ายไปอยู่ด้วยกัน
น้องอีกคน เพิ่งเรียนจบเหมือนกัน
เกียรตินิยมอันดับ 1 จากมหาวิทยาลัยรัฐ Top 3
ก็อยู่กับแฟนมาตั้งแต่สมัยเรียน มาทำงานที่นี่
มีแฟนใหม่ ก็อยู่กับแฟนใหม่
สังคมที่นี่มันเป็นแบบนี้ ทุกอย่างฉาบฉวยไปหมด
ถึงเราจะทำดีแค่ไหน
แต่ในเมื่อคนส่วนใหญ่คุ้นชินกับวิถีเช่นนี้ ก็ไม่แคล้ว
เราจะถูกมองให้เป็นแบบนั้นด้วย
อาจจะเป็นเพราะที่นี่เป็นเมืองท่องเที่ยวขนานแท้
เหมือนมีไว้ให้เที่ยวจริงๆ ไม่ได้มีไว้ให้อยู่
ผู้คนมากมายมาจากต่างถื่นเพื่อทำมาหากิน กอบโกย
ไม่มีใครคิดว่าที่นี่เป็นบ้าน แม้แต่เราเองซึ่งรู้ตัวมานานแล้ว
ว่าคงอยู่ที่นี่ได้เพียงระยะหนึ่งเท่านั้น
เพราะสังคมรอบกายไม่ได้ทำให้รู้สึกดีเลย
เมืองแห่งแสงสี ถิ่นมาเฟีย เงินมีอำนาจเหนือทุกสิ่ง
และเต็มไปด้วยคนเห็นแก่ตัว
ย้อนมาเรื่องพี่แอล เขาเติบโตที่นี่
สังคมแบบนี้แล้วเขาก็เป็นผู้ชาย
ไม่ต้องระมัดระวังความเสียหายที่จะเกิดกับชีวิตเลย
วันนั้นที่เขาอ้างว่าลองใจน่ะ เรามานั่งนึกดูแล้ว
ถ้าเขาคิดจะเอาจริง แล้วไม่ถามเราสักคำ
เกิดเลี้ยวรถพาออกนอกเส้นทางไปเลย
เราจะทำยังไง คงไม่มีหน้ามานั่งเล่าความจริงอยู่ตรงนี้
ได้แต่สมเพศความโง่ของตัวเองไป
จริงๆแล้ว ณ นาทีนั้นเราก็คิดหาวิธีลงจากรถตลอดเวลา
กะว่ากระโดดลงยังไงให้เจ็บตัวน้อยที่สุด ยอมตายเลยดีกว่า...
เดชะบุญ โชคดีเหลือหลายที่พี่แอลยังมีมโนธรรมอยู่บ้าง
(ความโชคดีอาจมีแค่ครั้งเดียว)
เลิศกูรู นิยามพี่แอลว่า "ฉลาด มีเล่ห์เหลี่ยม คุณตามเขาไม่ทันหรอก"
นาทีนั้นเถียงออกไปเลย ตามไม่ทัน เราจะโง่ขนาดนั้นเลยเหรอ
"คุณต้องรู้จักการวางตัวให้เหมาะกว่านี้
ที่ที่คุณอยู่ตอนนี้ไม่ใช่ทับแก้วนะ"
เออ..จริง ตอนอยู่ทับแก้ว ออกไปกินข้าวกับเพื่อนผู้ชาย
ก็ไม่ต้องกลัวว่ามันจะฉุด อาจจะโดนแซวบ้าง
แต่ก็ไม่ได้มีอะไรใหญ่โต
แต่กับที่นี่ นอกจากกลัวโดนฉุด
ยังต้องระแวงการเป็นขี้ปากชาวบ้านด้วย
เพราะสังคมมันหล่อหลอมให้ทุกคนมองในแง่ร้ายก่อนเสมอ
นิทานเรื่องนี้จึงสอนให้รู้ว่า
"คนเรามักมองเห็นแต่สิ่งที่ตัวเองอยากให้เป็น ไม่ได้มองในสิ่งที่เป็นจริงๆ"
ยังไงก็อ้างว้าง
ความรู้สึกที่บาดลึกยิ่งกว่าความเหงา
ไม่ใช่ความเสียใจที่เกิดจากพี่แอล
ไม่ใช่เพราะอดีตที่ถูกลบเลือน
แล้วมันเพราะอะไร...
วันนี้เป็นวันสำคัญวันหนึ่งสำหรับเรา
วันเวลาเดินช้าลงจริงๆเหรอ สำหรับเรามันเท่ากันทุกวัน
แต่ความรู้สึกเหมือนเดิมเสมอ ไม่เคยเปลี่ยน