ในที่สุดน้องรถเมล์ก็เข้ามาทำงานแทนที่ตำแหน่งเรา
จริงๆแล้วเราว่าน้องเขาก็ไม่เหมือนรถเมล์เท่าไหร่
เพราะว่าพอเขามาจริงๆแล้ว คิดว่าหน้าเหมือน
อุ้ม สิริยากรมากกว่า ซึ่งก็ถือว่าน่ารักอยู่ใช่ไหมล่ะ
แต่เรื่องความสวยมันเป็นเรื่องของรสนิยม
เรื่องงานต่างหากที่จะพิสูจน์อะไรหลายๆอย่างได้
น้องอุ้มเคยฝึกงานที่นี่มาก่อน แม้ว่าจะไม่ใช่แผนกเราก็เถอะ
แต่...
หลังจากที่เจ้านายเราตกลงรับน้องแล้วเนี่ย
เราไปคุยกับพี่ๆที่เคยดูน้องเขาตอนฝึกงาน
ได้ผลตอบรับดังนี้...
“เจ้านายโรสรับเขาจริงๆเหรอ...มันจะทำงานได้เหรอวะ” จากพี่แผนกเซล
“ได้ข่าวว่าพูดอังกฤษไม่ได้ไม่ใช่เหรอ” ฝ่ายจัดซื้อ
“ไม่ต้องให้มันมายุ่งกับชั้นนะ ตอนฝึกงานก็เห็นทำสวยไปวันๆไม่เห็นทำงาน” พี่เลขาแผนกข้างๆ
“เกี่ยงงานซะจนพี่ๆเขาไม่ใช้ให้ทำอะไรแล้วอ่ะ นิดๆหน่อยๆก็บ่น” พี่ลูกค้าสัมพันธ์
“น้องคนนั้นน่ะเหรอ..ฮ่ะๆ จะไหวเหรอ พี่ว่าไม่เกิน 3 เดือน” พี่แอล
แต่แล้วความจริงก็คือความจริง
ยังไงน้องเขาก็ต้องมา
มาเพื่อพิสูจน์ตัวเอง ไม่ว่าร้ายหรือดี
จะอยู่ได้หรือไม่ได้มันอยู่กับความอดทนและการปฏิบัติตัว
ได้ข่าวว่าก่อนเลิกฝึกงานเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์
น้องอุ้มเพิ่งมีเรื่องกับแผนกหน้าบ้านมา
.คิดแล้วก็ขนลุก มันจะไหวไหมน้องเอ๊ย..
ยังไม่นับที่เจ้านายเราชอบคนทำงานไวมาก
หัวไวมาก
รับผิดชอบสูงมาก
มารยาทและการเข้าสังคมดีมาก
แต่น้องอุ้มมา 3 วันแรก เราต้องพูดซ้ำสิ่งที่ต้องสอนน้องเขาทุกวัน
ตั้งแต่วันแรกถึงวันที่สาม เราพูดสิ่งเดิม 3 รอบ
แล้วก็ต้องคอยย้ำว่า “จดนะอุ้ม”
“ตรงนี้ต้องจดนะจ๊ะ”
“ตรงนี้พี่เน้นนะ กาดอกจันไว้เลยนะอุ้ม”
จนน้องอุ้มถามว่า
“พี่โรส...ตอนพี่โรสเข้ามาไม่มีคนสอนเหรอ”
“อืม.. มีคนสอนใช้ Database ของที่เกี่ยกับจัดซื้อ 2 ชม. แค่นั้น
นอกนั้นก็ค่อยๆเรียนเองหมดทุกอย่าง”
เราก็เข้าใจว่าน้องเขาเพิ่งเรียนจบมา
อาจจะกำลังตกใจกับการทำงาน
แต่ว่าถึงกับต้องพูดซ้ำ 3 รอบ
โดยน้องบอกว่า “ไม่งงค่ะพี่”
แต่ก็ไม่เห็นจดอะไรเลย
เราต้องคอยย้ำว่า “จดไหมอุ้ม พี่จะได้พูดช้าๆ”
เราพูดๆๆ แล้วก็หยุดพูด เพื่อดูว่าน้องจดไหม
...ก็ไม่ได้จด...
อ้าว งานเข้า...
มีพี่ๆที่น้องเคยฝึกงานด้วยถามว่า
“อุ้มเป็นไงบ้าง”
“ยังไม่รู้หรอกค่ะ ต้องดูต่อไป”
“น้องมันเป็นเด็กเที่ยวนะ”
“เหอะๆ” (ยิ้ม)
(คิดในใจว่าสมัยเรียนเคยจดเลคเชอร์ไหมน้อง)
ปาดเหงื่ออีกที...
เห็นน้องก็สงสาร
เพิ่งเรียนจบน่ะ ยังไม่ทันไรก็มาเจองานนี้
แล้วเจ้านายแบบนี้ แต่ไม่แน่
เราว่าเจ้านายเราคงโอเคกับน้องมากกว่าเราอ่ะ
ไม่อยากกดดันน้องด้วย
ก็เลยบอกน้องว่า “อุ้ม...อุ้มต้องเร็วนิดนึงนะ เวลาเรียนงาน”
“เวลาสั่งงานก็พยายามทำความเข้าใจ ไม่เข้าใจ ถามทันที”
ขนาดเราก็ยังโดนว่าเรื่องทำงานช้า
กับแค่พิมพ์ดีดช้า อะไรๆก็ช้าหมดแหละ
ก่อนเราลาออกไม่กี่วัน ก็โดนเจ้านายแซวว่า
“ตั้งแต่ลาออกนี่รู้สึกว่าทำงานเร็วขึ้นนะ”
เราก็เลยตอบว่า
“ถ้าไม่ใช่งานพิมพ์ดีด งานอื่นฉันทำเร็วหมดแหละค่ะ” (ยิ้มหวาน)
กว่าเจ้านายจะรู้ว่าเราทำอะไรได้
เราหาข้อมูลต่างๆ ทุกอย่างที่เขาต้องการได้ไวมาก
เรามีพื้นฐานคอมพิวเตอร์สำนักงานมาแค่ไหน
เลขาคนนี้ถ่ายรูปได้สวย (อันนี้ยกหางตัวเองเพิ่มหน่อย)
เลขาสามารถดูสเปคเลือกกล้องถ่ายรูปใหม่ให้ได้
เราเขียน essay ภาษาอังกฤษได้
เราทุ่มเทเวลาและแรงกายแค่ไหนเพื่อให้งานออกมาดีที่สุด
ก่อนที่จะว่าเราโง่ ไม่ใช้สมอง
ก่อนหน้านี้เคยโดนว่า “very stupid” มาแล้ว
กว่าจะรู้สารพัดสิ่งอย่างที่เราทำได้
ก็คือวันที่เราได้ยิ่นใบลาออกให้ HR เรียบร้อยแล้ว
มีคนถามเราว่า
“เจ้านายรักขนาดนี้ ยอมให้ออกด้วยเหรอ”
“รักอะไรกันพี่ เขาอาจจะอยากให้ไปตั้งนานแล้วก็ได้”
“บ้า ถ้าไม่รัก อยู่มาถึงป่านนี้ไม่ได้หรอก ดูดิ เขาซื้อของให้ตั้งเยอะ”
ก่อนหน้านี้ ช่วงหลังปีใหม่ เจ้านายซื้อเครื่องสำอาง Dior ให้ชุดหนึ่ง
เสื้อแจ๊คเก็ตจากต่างประเทศอีกตัว
มีคนบอกว่าเราโชคดีแล้วที่ได้ออกมาแบบดีๆ
เพราะคนก่อนๆ ถ้าทำตัวไม่ดีถูกใจเขา
เขาหาเรื่องแกล้งสารพัดจนลาออกไปเอง
เป็นที่มาว่าทำไมเลขาทุกคนถึงต้องร้องไห้
ดังนั้น เรื่องราวต่อจากนี้ทั้งหมด ขึ้นอยู่กับการทำตัวของน้อง
มีอยู่วันหนึ่งเราคุยเรื่องนี้กับพี่แอล
ซึ่งพี่แอลประหลาดใจไม่น้อยตอนที่รู้ว่าน้องอุ้มมาแทนเรา
“พี่ให้ไม่เกิน 3 เดือน”
“แหม ว่าเข้าไปตอนเราก็ว่า 2 เดือน เรายังอยู่มาถึงป่านนี้ได้เลย”
“555”
“เจ้านายเราเป็นคนละเอียดมาก เขาดูหมดทุกอย่างอ่ะ ไม่ใช่แค่เรื่องงาน
กิริยามารยาท น้ำใจ ระเบียบวินัย ความรับผิดชอบ”
“อืม ละเอียด บางทีพี่ก็งงว่าจะละเอียดไปถึงไหน”
“หาเด็กสมัยใหม่ที่เข้ากับเขาคงยากอ่ะ” (ขนาดเรายังแย่เลย)
พี่แอลคงรู้ดีแล้วเรื่องของเรา
หลายครั้งที่มีแขกมาหาเจ้านายแล้วเราต้องออกไปรับแขกที่ล็อบบี้
พี่แอลก็เห็นเราจากจุดนั้นเสมอ
จากเด็กผู้หญิงที่ไม่เคยทำอะไรที่เป็นงานเป็นการมาก่อน
การออกไปเจอแขกแบบเป็นทางการเป็นเรื่องที่เราไม่ค่อยอยากทำ
แต่ก็ทำมาแล้วหลายครั้ง
มีอยู่ครั้งหนึ่งมีแขกผู้หญิงมาพบนาย
เขาเจอหน้าเราแล้วมีแววตาประหลาดใจ
คงคิดว่าเราน่าจะดูมีมาดมีราศี-มีอายุกว่านี้มั้ง
อีกครั้งหนึ่งคือการออกไปพบกับแขก VVIP ของโรงแรม
ซึ่งคุณผู้หญิงท่านนี้เป็นผู้บริหารของบริษัทแห่งหนึ่ง
เวลาเธอมาพักกับเรามักจะได้รับการต้อนรับอย่างดีเลิศเสมอ
ตอนหลังๆเลยเหมือนเป็นเพื่อนกับทุกคน
แต่วันนั้นเป็นครั้งที่สองที่เราได้เจอเธอ
(ครั้งแรกคือ Private party ที่ห้องสวีทของโรงแรม)
เพราะพี่แอลโทร.ตาม บอกว่ามาดามอยากพบเจ้านายเรา (นายไม่อยู่)
และนี่คือหน้าที่เลขา บางทีเหนื่อยๆแต่มีเรื่องด่วนให้เราทำแบบนี้
เราก็ต้องปั้นหน้ายิ้มสู้ เพราะว่าเขาเป็น VVIP เราไม่สามารถปล่อยให้เขารอได้
พี่แอลยกเรื่องนี้มาเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงอยู่ได้
เพราะแทบทุกครั้งที่เราไปพบแขกของนาย
พี่แอลจะอยู่ที่ล็อบบี้ด้วยเสมอ
แล้วสิ่งที่เราทำมีใครสอน?
เราก็ต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง ณ เวลานั้น
หลังวางโทรศัพท์ที่แผนกหน้าบ้านโทร.ตาม
เราก็ต้องออกมาทันที
สุดท้ายเราก็ต้องบอกน้องอุ้มว่า
เรื่องบางเรื่องต้องเรียนรู้เองนะ
เราคงไม่อาจมาสอนมารยาทและการวางตัวได้
นี่งานออฟฟิศ ไม่ใช่โรงเรียนมารยาท (จริงไหม?)
แต่เราเอาใจช่วยน้องเขาเสมอนะ
ได้ข่าวว่าอาทิตย์แรกผ่านไปด้วยดี
แต่ต่อไปก็คงไม่มีอะไรแล้วล่ะ
เพราะว่าเจ้านายคงไม่อยากเสียเลขาไปอีกแล้ว
บางทีพรหมลิขิตคงขีดวาดให้เราทำได้เพียงแค่พบกัน
ทำได้เพียงแค่รักกัน ในฤดูแห่งใบไม้ร่วงเท่านั้น
เมื่อปลิดปลิวร่วงหล่นแล้วจึงได้มองเห็น
เศษแหลกละเอียดของชิ้นส่วนแห่งความสุขเหล่านั้น
จะให้ฉันเก็บคืนกลับมาได้อย่างไร