เมื่อไม่กี่วันก่อนโทร.ไปหาเลิศกูรู
จำไม่ได้แล้วว่าตั้งต้นจะคุยเรื่องอะไร
อยู่ๆก็มาพูดเรื่องน้องๆในเอกบรรณฯ
น้องๆในคณะอักษรศาสตร์
เราบอกอาจารย์ว่า
“อาจารย์..หนูว่าคณะเราควรจะอบรมน้องๆก่อนจะเรียนจบนะคะ
เรื่องการเตรียมความพร้อมก่อนการออกมาหางาน
ไม่อยากให้ออกไปแบบไม่รู้หลัก เพราะเคยเจอมาแล้ว
คนจบป.ตรี เอารูปแบบที่ถ่ายลง Hi5 (หน้าแอ๊บแบ๊ว ทำตาโต)
ไปติดใบสมัครงาน หนูไม่อยากให้น้องๆเป็นอย่างนั้นอ่ะค่ะ”
“เฮ้ย...มีจริงเหรอ น้องๆเราคงไม่เป็นแบบนั้นหรอกมั้ง”
“อะไรก็เกิดขึ้นได้บนโลกใบนี้
ขนาดเด็กเอก Eng เกียรตินิยม (ไม่ใช่ศิลปากร)
ยังได้ TOEIC 400 ได้เลย
คนไม่รู้จักกาละเทศมีถมไป อันนี้แค่ตัวอย่างเท่านั้นนะคะ
จริงๆน่าจะมีการอบรมมารยาทและบุคลิกภาพด้วย
เคยเห็นคนมาสมัครงานที่ HR แล้วลมแทบจับ
อีกเรื่องหนึ่ง หนูสังเกตว่าเด็กสมัยนี้ (รวมถึงรุ่นตัวเองด้วย)
ไม่มีวินัยทางการเงินเลยค่ะ เราน่าจะอบรมความรู้ด้านการเงิน
และเศรษฐศาสตร์เบื้องต้นบ้าง อนาคตจะได้บริหารจัดการตัวเองเป็น
ไม่ต้องมีภาระหนี้สินที่เกิดจากการใช้เงินเกินตัว
สร้างความเดือดร้อนให้ประเทศชาติอีก”
“อืม ก็น่าสนใจ เราจะมาอบรมน้องเองเหรอ?”
“โอย ไม่ใช่ค่ะ แค่เสนอในสิ่งที่รุ่นหนูยังไม่มีไง และคิดว่าถ้ามีขึ้นมา
ก็คงทำให้น้องมีความพร้อมสู่โลกกว้างมากขึ้น
เราก็มีอาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์อยู่อาจจะเชิญมาก็ได้นี่นา”
(คณะอักษรศาสตร์มีสอนเศรษฐศาสตร์กับรัฐศาสตร์ด้วยนะเออ
จริงๆอยากให้เสริมวิชาเศรษฐศาสตร์เข้าเป็นวิชาบังคับของปี 1 ด้วยซ้ำ
แปลกใจ...ทำไมไม่มีสอน ขนาด Information world เรื่องการใช้สื่อกับสังคม
และวิชาปรัชญายังมีสอนเลย)
“จริงๆแล้วตอนนี้รุ่นน้องคุณที่ผมดูแลเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาอยู่
ผมก็ให้เขาเขียนโครงการและการจัดการใช้เงินมาส่งนะ ก็ใช้ได้ทีเดียว
ผมว่าเขาก็น่าจะคิดเป็นแล้ว”
“แล้วน้องๆที่ไม่ได้อยู่ในการดูแลของอาจารย์ล่ะคะ?”
เรารู้ดีว่าถ้าเป็นนักศึกษาในที่ปรึกษาของเลิศกูรูแล้ว
ในที่สุดต้องมีความคิดดี คิดเป็นแหละ
อาจารย์ที่ทับแก้ว...ไม่เคยละเลยลูกศิษย์
แล้วอาจารย์เลิศก็บอกว่า
“เราจะมาคุยกับน้องๆเองไหมล่ะ
น้องปี 3 รุ่นนี้ผมเป็นที่ปรึกษาอยู่ เขาก็อยากเจอรุ่นพี่นะ
เขาก็อยากรู้แหละว่ารุ่นพี่จบไปเป็นไงบ้าง”
“ฮ่ะๆ จะให้พูดเรื่องอะไรเหรอ มันจะรันทดไปไหมคะ?”
“บอกน้องว่าพี่อ้วนท้วนสมบูรณ์ดี”
“อ้าว หลอกด่ากันทำไม?”
(เจ้าของบล็อกอ้วนขึ้น 10 กก. นับจากวันสุดท้ายที่เรียนจบ)
“เอาเป็นว่ามาเมื่อไหร่บอกล่วงหน้าแล้วกัน
เผื่อจะนัดน้องๆมาทานข้าวด้วยกัน”
เหอะๆ นึกไปแล้วก็แบบ...น้องจะอยากมาเจอหนูทำไมล่ะคะ
แค่กลับไปเยี่ยมอาจารย์บ้างก็ดีแล้ว
คิดถึงภาคบรรณฯ ตึกเก่าๆ บันไดเดิมๆ
มองออกมาเป็นโรงละครทรงพล+ลานทรงพล
(ปัจจุบันโรงละครไม่มีแล้ว)
เด็กภาคบรรณฯ มีห้องภาคฯ เป็นห้องนั่งเล่น
มีหอสมุดเป็นห้องนอน มีศูนย์คอมฯ เป็นห้องทำงาน
ชีวิตแบบนี้ล่ะมั้ง ทำให้ก่อกำเนิดมนุษย์พันธุ์ถึกออกสู่สังคม
ว่าแต่เราควรจะอบรมเรื่องที่ว่าเหล่าว่าที่บัณฑิตกันดีไหม?
อย่างน้อยๆ ให้เริ่มที่ภาคบรรณฯเรานี่แหละ
เราไม่เพียงแต่รักษาคุณภาพทางด้านวิชาการ
แต่ต้องรักษาคุณภาพทางสังคมให้กับเหล่าบัณฑิต
ด้วยความปรารถนาดีจากพี่ถึงน้อง
ปล. 1 คิดอีกทีเด็กๆสมัยนี้ก็เก่งๆกันทั้งนั้นนะ
เพียงแต่บางครั้งก็ไม่ค่อยรู้กาละเทศะเท่านั้นแหละ
ปล. 2 ข้อความทั้งหมด เกิดจากความเห็นส่วนตัวของเจ้าของบล็อกเท่านั้น
ยังไม่มีการริเริ่มปฏิบัติจริงแต่อย่างใด
ปล.3 คิดอยู่เหมือนกันว่าบางเรื่องคนเราควรเรียนรู้เอง ป้อนถึงปากมากไปก็ไม่ขวนขวาย
สายลมที่หวังดี - U.H.T.
แอบส่งดอกไม้ไปให้ เธอไม่รู้หรอก
กับสิ่งดีๆให้เธอ เธอไม่รู้
ยังคงปิดบังซ่อนอยู่ เธอไม่ต้องรู้ว่าฉันนั้นคือใคร
ส่งความคิดถึงไปให้ เธอไม่รู้หรอก
เป็นกำลังใจให้เธอ อยู่เสมอ
แม้เราไม่ได้พบเจอ อย่าเดาเลยเธอว่าฉันนั้นเป็นใคร
ฉันอาจเป็นสายฝนเมื่อเธอร้อนใจ
อบอุ่นเหมือนไฟเมื่อเธอเหน็บหนาว
อาจเป็นดนตรีกล่อมเธอเมื่อเหงา
อาจเป็นแสงดาวเมื่อเธอแหงนมอง
แค่เพียงช่วยรับมันไปในทุกๆอย่าง
ก็เพียงต้องการให้เธอมีสุขเสมอ
แม้เราไม่ได้พบเจอ
อย่าเดาเลยเธอว่าฉันนั้นเป็นใคร
ฉันอาจเป็นสายฝนเมื่อเธอร้อนใจ
อบอุ่นเหมือนไฟเมื่อเธอเหน็บหนาว
อาจเป็นดนตรีกล่อมเธอเมื่อเหงา
อาจเป็นแสงดาวเมื่อเธอแหงนมอง
แล้วเมื่อถึงเวลาก็จะรู้
เหตุผลที่ฉันนั้นทำให้เธอไป
เธอเขียนข้อความหนึ่งไปกับดอกไม้
ให้เธอเรียกฉันว่าสายลมที่หวังดี
เขาไม่ใส่เสื้อด้วยหรือเปล่านะโรส