2010/Jan/31

 

เป็นที่รู้กันว่าแต่ก่อนนี้ม.ศิลปากร  วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์
แต่เดิมจะมีการจัดระบบวิทยาลัย  เหมือนกับที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดในประเทศอังกฤษ
หม่อมหลวงปิ่น  มาลากุลได้เข้าศึกษาที่  วิทยาลัยเบรสโนส (Brasenose) มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม  พ.ศ.2467  (เกือบ 85 ปีล่วงมาแล้ว)
ซึ่งท่านได้เล่าเรื่องเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด  ในสมัยของท่าน
ไว้ดังนี้


ผู้ที่ไปทัศนาจนที่ออกซฟอร์ด  มักเกิดความฉงนสนเท่ห์ในใจ
เพราะว่าหามหาวิทยาลัยไม่พบ  เห็นแต่วิทยาลัยต่างๆมากมาย
ทั้งนี้  เพราะระบบต่างไปจากที่อื่นยกเว้นมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์
วิทยาลัยต่างๆเป็นหน่วยที่ปกครองและจัดการศึกษาให้นิสิตทั้งหลาย 
และวิทยาลัยต่างพึ่งพาอาศัยและประสานงานกัน 
ส่วนมหาวิทยาลัยนั้นจัดแต่เรื่องสอบไล่และให้ปริญญาเท่านั้น
ออกซฟอร์ดมีวิทยาลัยธรรมดาสำหรับนิสิตชาย 21 วิทยาลัย
สำหรับหญิง 4 วิทยาลัย

วิทยาลัยทั้ง 25 แห่งนั้น  เป็นโรงเรียนกินนอนระดับอุดมศึกษานั้นเอง 
นิสิตจึงรู้จักกันดี  และเป็นเพื่อนฝูงกัน  เพราะกินด้วยกันนอนด้วยกัน
มีระเบียบต่างๆที่ต้องปฏิบัติเช่น  ตอนกลางคืนประตูวิทยาลัยปิดตั้งแต่ 20.00 น.
นิสิตจะออกไปข้างนอกหลังจากเวลานั้นไม่ได้
แต่ถ้าอยู่ข้างนอกอยู่แล้วกลับเข้ามาได้  แต่ถ้ากลับมาเลย 23.00 น. จะถูกปรับ
ถ้าเลย 24.00 น. จะต้องถูกส่งตัวไปยังอาจารย์เพื่อสอบสวน

การอยู่กินนอนในวิทยาลัยนั้น  นิสิตคนหนึ่งได้ห้องสองห้อง 
ห้องใหญ่สำหรับทำงานและห้องเล็กๆติดกันเป็นห้องนอน
นิสิตต้องเสียค่าเช่าสำหรับสองห้องนี้  ข้าพเจ้าเสียสิบเก้าปอนด์ต่อหนึ่งภาคเรียน
ปีหนึ่งมี 3 ภาค  แต่วิทยาลัยถึงแม้ว่าจะใหญ่โต  ก็มีที่ไม่พอสำหรับจะให้นิสิตอยู่ทั้งหมด
ที่วิทยาลัยของข้าพเจ้ากำหนดให้นิสิตอยู่ภายในวิทยาลัย 1 ปี  หรือ 2 ปี
ภายในเวลา 3 ปี ของหลักสูตรปริญญาตรี  ข้าพเจ้าเลือกอยู่ 2 ปี 
ส่วนเวลาที่ไม่ได้อยู่ในวิทยาลัยนั้น  วิทยาลัยจะจัดสรรให้อยู่ที่บ้านของเอกชน
ที่มหาวิทยาลัยได้ออกใบอนุญาตให้รับนิสิตได้
ไม่เห็นมีใครจัดตั้งหอพักแบบที่มีในเมืองไทย  เขาคงจะไม่อนุญาตให้ทำได้

การกวดขันในเรื่องความเป็นอยู่ตลอดจนความประพฤตินั้นเข้มงวดมาก
ไม่ได้ปล่อยกันตามสบายแบบที่บ้านเรา  เป็นเรื่องที่น่าคิดมาก

(หน้า 60)

มหาวิทยาลัยแต่งตั้งอาจารย์อาวุโสเป็นสารวัตรใหญ่เรียกว่า ปร็อกเตอร์
(Proctor จากเชิงอรรถของผู้เขียน-เจ้าของบล็อก)
มีผู้ช่วยอีก 2 หรือ 3 คน  ให้มีหน้าที่ตรวจตรา  ดูแลไม่ให้มีเรื่องที่ไม่สมควรเกิดขึ้น
ไม่ให้นิสิตเที่ยวเตร่จนเกินไป  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลากลางคืนมี “บุลดอก”
(Bulldog จากเชิงอรรถของผู้เขียน-เจ้าของบล็อก)
เป็นลูกน้องทำนองตำรวจนอกเครื่องแบบ  ถ้าจำเป็นจะต้องไล่จับนิสิตที่หลบซ่อนหรือวิ่งหนี
ก็เป็นหน้าที่ของบุลดอกเหล่านั้น  มีกฎเกณฑ์ซึ่งบางทีเราก็ไม่ทราบ
เช่น  ห้ามมิให้นิสิตเข้าไปในร้านนั้นๆ เลยเวลา 20.00 น. เพราะร้านนั้นๆมีเหล้าขายด้วย
ข้าพเจ้ายังเคยถูกปร็อกเตอร์จับถึง 2 ครั้ง  ครั้งแรกถูกปรับ 
ครั้งที่ 2 ถูกปรับและถูกกักบริเวณด้วย  ไม่ให้ออกจากวิทยาลัยเวลาค่ำคืน เป็นเวลา 1 เดือน
เมื่อถูกจับดังกล่าวก็ได้รับคำสั่งให้ไปรายงานตัวต่อท่านปร็อกเตอร์ในวันรุ่งขึ้น 
ตั้งแต่งตัวเครื่องแบบ  คือ  ผูกโบว์ไทสีขาวสวมเสื้อนิสิต
มหาวิทยาลัยรังเกียจที่จะให้นิสิตกินเหล้าเมามายในที่สาธารณะ 
ถ้าอยากจะเมาก็ให้มาเมาในวิทยาลัย
(หน้า 61)

วิทยาลัยจัดให้นิสิตมีอาจารย์ประจำตัวทุกคน  ที่เมืองไทยอาจเรียกว่าที่ปรึกษา
แต่ที่โน่นเรียกว่า มอรัล ติวเตอร์ (Moral Tutor จากเชิงอรรถของผู้เขียน-เจ้าของบล็อก)
ข้าพเจ้าคิดว่าแปลว่า อนุศาสตราจารย์  คงจะเหมาะสมดี
ท่านผู้นี้มีหน้าที่ดูแลทุกอย่าง  เช่น  จะให้เลือกเรียนวิชาใด  จะให้เข้าสอบหรือไม่
ดูแลความประพฤติ  ตลอดจนติดต่อกับผู้ปกครองของนิสิตในนามของวิทยาลัย 
ท่านจะสั่งว่าอย่างไร  ก็เป็นคำสั่งของวิทยาลัย  ค้านไม่ได้ 
มอรัล ติวเตอร์ ของข้าพเจ้าชื่อ เวกลิก (G.H. Wakling จากเชิงอรรถของผู้เขียน-เจ้าของบล็อก)
ข้าพเจ้านับถือท่านมากทีเดียว
(หน้า 61)

ขณะที่อยู่ปีที่ 2   ซึ่งข้าพเจ้าอยู่ในวิทยาลัย  ค่ำวันหนึ่งจะต้องเป็นวันที่ 26 พฤศจิกายนอย่างแน่นอน
ข้าพเจ้าเดินอยู่คนเดียวที่ถนนสายใหญ่ในเมือง
(High street ที่นิสิตเรียกกันว่า  The High จากเชิงอรรถของผู้เขียน-เจ้าของบล็อก)
ข้าพเจ้าหยิบเศษเงินซื้อหนังสือพิมพ์  และอ่านดูขณะที่เดินอยู่นั้น
พบข่าวสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  เป็นข่าวสั้นๆ เพียง 3-4 บรรทัด
ความสะเทือนใจนั้นมีมากสุดประมาณ  ข้าพเจ้าต้องรีบกลับไปห้องในวิทยาลัย
แล้วนั่งสงบอารมณ์  ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ส่งข้าพเจ้ามาศึกษา
และก็ได้มาถึงออกซฟอร์ดอันเป็นที่เคยประทับ 
ข้าพเจ้าจะไม่ได้กลับไปทำงานฉลองพระเดชพระคุณ  เป็นเรื่องเศร้าสุดที่จะพรรณนาได้
(หน้า 63)

(เจ้าของบล็อก)  วันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ.2471
หม่อมหลวงปิ่น  มาลากุล  สำเร็จการศึกษา
“หลักสูตรเกียรตินิยมภาษาโบราณตะวันออก”
ตามความต่อไปว่า...

อันที่จริงปริญญาเกียรตินิยมอันดับ 3 ก็ไม่เลวนัก 
เมื่อคำนึงว่ามหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดมีปริญญาเกียรตินิยมถึง 4 อันดับ
(ต่ำจากเกียรตินิยมอันดับ 4 คือปริญญาธรรมดา  ต่ำจากนั้นอีกคือได้แต่บางส่วน
ต้องไปศึกษาและสอบเพิ่มเติมอีก /จากเชิงอรรถของผู้เขียน-เจ้าของบล็อก)

...รับปริญญาแล้วก็กลับไปเก็บข้าวของที่บ้านและขึ้นรถไฟกลับลอนดอนตอนค่ำ
ขึ้นรถไฟจากออกซฟอร์ดในวันนี้เศร้ามาก  ไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อนเลย
นอกจากจะให้ปริญญาแก่ข้าพเจ้า
ยังเป็นสถานศึกษาที่สร้างความรู้สึกนึกคิด  และให้รสนิยมซึ่งประมวลเป็นราคาหาได้ไม่
เขาว่ากันว่าออกซฟอร์ดเป็น “เมืองที่มียอดแหลมๆแห่งความฝัน”
(“City of Dreaming Spires” จากเชิงอรรถของผู้เขียน-เจ้าของบล็อก)
ข้าพเจ้ายืนมองยอดแหลมๆของออกซฟอร์ดที่หน้าต่างรถไฟ
จนภาพยอดแหลมๆได้หายลับตาไปโดยสิ้นเชิง
ออกซฟอร์ดน่ารักจริงๆ เมื่ออยู่เคยนึกอยากจะออก
แต่พอจากไปเข้าจริงๆก็ใจหาย

(หน้า 70)

สำหรับเรื่องราวของหม่อมหลวงปิ่น  มาลากุลนั้น
ท่านได้ศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดต่ออีก 1 ปี

ข้าพเจ้าเริ่มศึกษาวิชาครู เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม  พ.ศ.2471
หลักสูตร 1 ปี เข้าศึกษาจะต้องได้ปริญญามาก่อนแล้ว  มีนักเรียนร่วมชั้นประมาณ 120 คน
อาจารย์ผู้ควบคุมช่วยเหลือการเรียนของข้าพเจ้าชื่อ ไอสลีย์
(ศาสตราจารย์ Iceley จากเชิงอรรถของผู้เขียน-เจ้าของบล็อก)
ท่านให้ข้อคิดดีๆแก่ข้าพเจ้าเป็นอันมาก

“ชาวตะวันออกมาศึกษาในประเทศตะวันตก  ควรจะระมัดระวังให้มาก
เพราะอารยธรรมตะวันตก  อาจไปทำลายวัฒนธรรมตะวันออกก็เป็นได้”

ข้าพเจ้าเห็นว่าข้อนี้จริงทีเดียว  เห็นตำตาอยู่หลายอย่างหลายประการ
(เน้นตัวอักษรหนาตามหนังสือ-เจ้าของบล็อก)
(หน้า 75)

(เจ้าของบล็อก) เรื่องเกี่ยวกับการศึกษาในอังกฤษ  การท่องเที่ยวยุโรป
และการรักษาอาการป่วยที่สวิตเซอร์แลนด์ยังมีต่ออีกมากกว่า 30 หน้า
หามีโอกาสขอให้ทุกท่านลองหามาอ่าน  ได้ความรู้ดีจริงๆ ในเรื่องวัฒนธรรม
และความเป็นอยู่  เพราะท่านเป็นนักจดบันทึกที่ละเอียดลอออย่างมาก

ในที่สุดหม่อมหลวงปิ่นก็ได้กลับมาประเทศไทย

เข้าถึงเขตแดนสยาม ที่ด่านปาดังเบซาร์เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ.2475
ไปต่างประเทศครั้งแรกนี้ 9 ปี กับ 9 เดือน พอดีไม่มีเศษวัน
ดีใจที่ข้าพเจ้าหายป่วยกลับมาแล้วจะได้ทำการทำงานกันเสียที
แต่ผู้ดูแลนักเรียนไทยในลอนดอนซึ่งเป็นฝรั่งหมายเหตุมาในรายงานฉบับสุดท้ายว่า
“เป็นที่เข้าใจว่า Pin Malakul จะทำงานหนักไม่ได้”
แต่ก็ช่างเถิด

นอนมาในรถนอนในรถไฟเมืองไทยเป็นสุขมาก  คุณแม่  คุณพี่และน้องสาว
ไปรับถึงนครปฐม  ในวันรุ่งขึ้น 24  ตุลาคม พ.ศ.2474
วันนั้นตรงกับวันเกิดอายุ 28 ปีของข้าพเจ้า  และตรงกับวันเสาร์เสียด้วย
แต่ไปเสียนานกลับมาก็งงอยู่  เหตุการณ์บางเรื่องที่ได้ผ่านไปยังต่อกันไม่ติด
(หน้า 118/121)

เหตุที่เจ้าของบล็อกต้องนำเรื่องราวในมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดมานำเสนอ
เพื่อจะปูพื้นความเข้าใจบางอย่างในเรื่องการสร้างวิทยาลัยทับแก้ว
ซึ่งจะได้นำมาให้อ่านในตอนต่อไป
หากว่าวิทยาลัยทับแก้วยังดำรงอยู่  คงจะมีระบบแบบแผนคล้ายๆกับวิทยาลัย
ตามเรื่องราวที่เสนอในตอนนี้

โปรดติดตามตอนต่อไป

Comment

Comment:

Tweet


Thanks for sharing such a nice post.
#5 by Web Design Bangalore (49.249.142.31|49.249.142.31) At 2014-02-21 14:18,
รอตอนต่อไปค่ะbig smile
#4 by Meowzilla Zilla At 2010-02-01 17:46,
PinG~ แปะดาวๆ Hot!

ขอบคุณพี่โรสมากครับ ที่เอาเรื่องมาแบ่งปันให้อ่านกันครับ

open-mounthed smile
#3 by Pl@y-M@Te At 2010-02-01 16:55,
เพิ่งเห็นว่าพี่โรสเม้นท์คืนsad smile

ขายกาแฟอยู่ร้านเล็ก ๆ ชื่อ all day coffee

แถวแยกสนามจันทร์คะพี่โรส

กำลังปรับตัวกับงานใหม่
เริ่มเข้าที่เข้าทางแระ อิอิopen-mounthed smile
#2 by รักคือ? At 2010-02-01 01:50,
ติดตามกันต่อไปกร๊าฟฟฟ
อ่านแล้วรู้สึกรักหม่อมหลวงปิ่นขึ้นอีกมากโขเชียวพี่โรส
#1 by รักคือ? At 2010-02-01 01:48,