2010/Mar/10

 

เรื่องราวหลังจากกลับถึงเมืองไทยของหม่อมหลวงปิ่น  มาลากุลนั้น 
มากมายเหลือเกินค่ะ  เรื่องงานอย่างเดียวก็มากมายจนสาธยายไม่หมด
มีเรื่องส่วนตัวอยู่บ้างแต่ในที่นี้ขออนุญาตข้ามไป 
ตามที่ได้แจ้งให้ทราบแล้วว่าจะขออ้างถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทับแก้วเท่านั้น

ช่วงปี 2495  ท่านได้ไปประชุมกับยูเนสโกและดูงานต่างประเทศ  ทางอเมริกาใต้
ทั้ง  บราซิล  โบลิเวีย  อาร์เจนติน่า   เปรู  เม็กซิโก  โคลัมเบีย  เวเนซูเอล่า 
มีเรื่องราวเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยมากมาย  ได้ความรู้อีกเช่นเคย  บางเรื่องก็น่าขัน
เช่น   (ตัดตอนจากหน้า 158)
ที่เม็กซิโกมีเรื่องขำๆอยู่  2 เรื่องคือ
1.  ก่อนนอนข้าพเจ้าเอารองเท้าไปวางไว้ที่หน้าห้อง  เพื่อให้บ๋อยเอาไปขัดตามระบบของอังกฤษ
แต่ที่เม็กซิโกมีความหมายว่าให้
เอาไปทิ้ง  ต้องตามหากันเป็นการใหญ่
2.  ที่เม็กซิโก  อะไรๆก็มักจะล่าช้า  แต่รถไฟวันนี้มาตรงตามเวลา 
ผู้โดยสารมีตั๋วบอกว่าคันที่เท่าไร  เลขที่นั่งที่เท่าไร  เขาก็ขึ้นไปนั่ง 
แต่นายตรวจเชิญให้เขาลง  บอกว่ารถคันนี้คือ
รถเมื่อวานนี้  จะขึ้นรถวันนี้ต้องรอก่อน

ใครอ่านแล้วไม่ขำยกมือขึ้น  เจ้าของบล็อกถึงกับก๊าก  เสียจริตไปชั่วครู่
เห็นแล้วใช่ไหมคะว่าท่านเป็นนักจดบันทึกชั้นเยี่ยมแค่ไหน 
เอาล่ะ  เข้าเรื่องกันดีกว่า 

ข้อความต่อไปนี้คาดว่าน่าจะกล่าวถึงช่วงปี พ.ศ.2495 -2500
เพราะหาวันที่ไม่เจอจริงๆ 
และความสามารถในการจดจำประวัติศาสตร์ของเจ้าของบล็อกก็ไม่ค่อยดี
ขออภัยมา ณ ที่นี้

(หน้า 162)  หันกลับมาดูเรื่องของเราเองในระยะนั้น  เราได้เปิดสถานี “วิทยุศึกษา
เพื่อส่งบทเรียนและรายงานไปยังโรงเรียนที่ห่างไกล  ได้เปิดกรมวิชาการขึ้นใหม่
และยกฐานะกองการฝึกหัดครูขึ้นเป็นกรมการฝึกหัดครู 
มีการประสาทปริญญาในต่างจังหวัดเป็นครั้งแรก คือที่บางแสน
สมัยเป็นวิทยาลัยครูชั้นสูง (บัดนี้เป็นมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ)
(ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยบูรพา-จากเชิงอรรถของผู้เขียน/เจ้าของบล็อก)
ท่านจอมพล ป. เป็นประธาน  ท่านถือโอกาสเยี่ยมอาคารต่างๆด้วย
พอถึงหอนอนของนักเรียน  ท่านกล่าวว่า
“หม่อมหลวงปิ่นไปเรียนที่ออกซฟอร์ดมาไม่ใช่หรือ?
“ครับ”
“นี่ทำหอนอนเอาอย่างเขาหรือเปล่า?”
“เอาอย่างเขาไม่ได้ดอกครับ  เพราะไม่มีเงิน”
“เขาอาจมีส่วนดีที่ไม่ต้องใช้เงินมาก  จะลองทำดูสักแห่งไม่ได้หรือ?”
“ครับ  ถ้ามีโอกาสผมจะลองทำดู”

เรื่องนี้ข้าพเจ้าได้ลองทำดู 2  แห่ง  คือที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
และที่มหาวิทยาลัยศิลปากร  พระราชวังสนามจันทร์
แต่ก็ต้องรายงานให้ทราบว่าล้มเหลวไปทั้ง 2 แห่ง  คือ
ที่เชียงใหม่  เมื่อเปลี่ยนตัวผู้เตรียมจัดมหาวิทยาลัยคนใหม่  ไม่รับความคิดของคนเก่า
ที่สนามจันทร์  นักศึกษาไม่ชอบอยู่เป็นระเบียบ  ชอบอยู่ตามสบายมากกว่า
(หน้า  163)

(จขบ.) อ่านถึงตรงนี้เจ้าของบล็อกก็ขำอีกแล้ว  เพราะเห็นว่าความไม่ชอบอยู่เป็นระเบียบ
ชอบอยู่ตามสบายนี่เป็นมาตั้งแต่รุ่นพี่ๆ (รุ่นพ่อรุ่นแม่ยุคบุกเบิก) กันเลย
ทุกวันนี้เชื่อว่าก็ยังเป็นอยู่   แต่แม้ว่าไม่ชอบระเบียบอย่างไร
จขบ.ก็เชื่อว่าเวลาที่เราจำเป็นต้องอยู่ในระเบียบเราก็ทำได้ดีไม่มีปัญหาอะไร
นั่นเป็นเพราะว่าจริงๆแล้วเราต่างมีจิตสำนึกที่ดี  ไม่ใช่เกเรไร้ร่องไร้รอย

ช่วงต่อจากนี้อ่านแล้วจะงงเรื่องของเวลา  ต้องไปเปิดดูประวัติศาสตร์การเมืองไทยเล็กน้อย
ว่ารัฐบาลใดมีอายุในช่วงพ.ศ.ใด  (ชึ่ง จขบ. ก็จำไม่ได้จริงๆ)

(หน้า 170)  หลังจากนั้น  จอมพลสฤษดิ์ ปฏิวัติ  ไม่ตั้งคณะรัฐมนตรี
ผู้เขียนจึงเป็นข้าราชการบำนาญอยู่สี่เดือน  คิดดูแล้วได้บำนาญ 4000 บาทเศษ
ก็อยู่โดยประหยัดไปได้  ท่านจอมพลถนอมสุภาพมาก 
เวลาจะให้ผู้เขียนเป็นรัฐมนตรีก็มาเชิญถึงบ้าน

(จขบ.)  หม่อมหลวงปิ่น  มาลากุลเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ 4 ปี
ในยุคจอมพลสฤษดิ์เป็นนายกรัฐมนตรี  และอีกเกือบ  6 ปี ในยุคจอมพลถนอม  กิตติขจร
จนกระทั่งออกตามวาระเพราะมีการเลือกตั้ง
ความต่อมาว่า...

(หน้า  171)  แต่ขณะที่เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดจอมพลถนอม  กิตติขจร ครั้งสุดท้าย
วันหนึ่งท่านเชิญผู้เขียนไปพบ  บอกว่ากรมศิลปากรและมหาวิทยาลัยศิลปากร
อยู่ในสถานที่เดียวกันแต่มีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันเสมอ
ถ้าตั้งรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการเป็นอธิการบดีเสียด้วย  เรื่องเช่นนั้นก็จะหมดไป
ดังนั้นผู้เขียนยังมีภาระที่จะต้องทำงานต่อไปอีกจาก พ.ศ. 2512 
อันที่จริงเวลานั้นผู้เขียนก็ได้เป็นอธิการบดีมา 2 สมัยแล้ว (2508-2511)
การเป็นอธิการบดีต่อมาจึงอยู่ในสมัยที่ 3
การแต่งตั้งเป็นพระบรมราชโองการเสมอมา

(หน้า  171)  เมื่อผู้เขียนต้องเป็นอธิการบดี 
ความคิดที่จะจัดวิทยาลัยในมหาวิทยาลัยระบบออกซฟอร์ด
และตามที่ท่านจอมพล ป. พิบูลสงครามแนะ  จึงกลับมาอีก 
และเริ่มด้วยวิทยาลัยทับแก้ว

(หน้า  171)  วิทยาลัยทับแก้วเปิดด้วยมีคณะอักษรศาสตร์ก่อนเมื่อ พ.ศ. 2511 
และวิทยาลัยทรงพลตามมา  ส่วนวิทยาลัยทับขวัญนั้นยังเปิดไม่ได้
เพราะอาคารเดิมทรุดโทรมมากจะพัง

(หน้า  172)  แต่ผู้เขียนทำงานแบบนี้ไม่สำเร็จอีกนั่นแหละ 
นักศึกษาไม่ยอมสังกัดวิทยาลัยด้วยคิดว่าต่ำต้อย
อยากสังกัดมหาวิทยาลัยเลยทีเดียว
ชี้แจงว่าสังกัดทั้ง 2 อย่างก็ไม่ยอมฟัง
แต่ในทางปฏิบัติ  วิทยาลัยทับแก้วได้ทำหน้าที่วิทยาลัยแทนผู้ปกครองเป็นอย่างดี
ได้ตามนักศึกษาหญิง 2 คน  ที่ทางบ้านไม่ทราบว่าหายไปไหน
กลับมาได้และได้ป้องกันมิให้เกิดคดีอาญาครั้งหนึ่ง

โปรดติดตามตอนต่อไป

(จขบ.)  พูดถึงวิทยาลัยทับแก้วแล้วต้องเล่าประสบการณ์ส่วนตัวสักนิด
สมัยที่อยู่หอพัก  เก้าอี้เขียนหนังสือในห้องมีข้อความพ่นสีไว้หลังเก้าอี้ว่า
“วิทยาลัยทับแก้ว”  ตอนนั้นยังไม่รู้เลยว่า วิทยาลัยทับแก้วคือะไร
จนรูมเมทเล่าคร่าวๆ  เลยถึงบางอ้อ
อดคิดไม่ได้จริงๆว่าเก้าอี้นี่อยู่มานานมาก  ผ่านมากี่รุ่นแล้วไม่รู้

Comment

Comment:

Tweet


หอในทับแก้ว ผีดุมากกกกก T T
#6 by เจ (202.149.25.241) At 2010-03-13 02:06,
ชอบสบาย big smile
ก็จริงนะ ชอบสบาย แต่ไม่ขาดระเบียบนะคะ

โย่ว ๆ พี่โรส สบายดีนะคะ
#5 by รักคือ? At 2010-03-11 15:56,
อ่านแล้วน่าหน่ายแทนพระองค์

กับค่านิยมของคนไทยsad smile
#4 by ไทดี้ At 2010-03-11 05:06,
PinG~ เคยอ่านจากน้ำใสใจจริงมาเหมือนกันครับ

รุ่นพี่สมัยแรกๆ รุ่นปู่รุ่นย่าก็รักสบายเหมือนกับสมัยนี้ เหอๆ sad smile
#3 by Pl@y-M@Te At 2010-03-10 19:42,
เรื่องขำๆ มีเยอะเลยนะคะbig smile
#2 by Meowzilla Zilla At 2010-03-10 17:48,
ฮ่าๆๆๆ ห้องเก่า
แต่มีความเป็นมาก่อนหน้านั้นให้เราได้เอ่ยถาม

..
ชอบประโยคที่เน้นสีเขียว
ชาวทับแก้ว
ไม่ว่ารุ่นแล้วหรือรุ่นหลัง
คงเหมือนกันตรงที่ "ชอบอยู่ตามสบาย" จริงจริง
big smile

อ่านแล้วคิดถึงมอค่ะ
อยากกลับไป
แม้จะต้องแลกกับเวลาที่จะจบเร็วขึ้น

แต่การได้ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น
เหมือนความฝันจริงจริง
big smile
#1 by bouudaes At 2010-03-10 17:15,