2010/Mar/30

 

(หน้า 172)  ในใจของนักศึกษานั้นไม่ชอบวิทยาลัย  ไม่ชอบอยู่ในระเบียบข้อบังคับ
ชอบรับประทานอาหารอยู่ที่ร้านลมโชย**
มากกว่านั่งรับประทานเป็นระเบียบเรียบร้อยที่ในโรงอาหารของวิทยาลัย
และการไม่ชอบวิทยาลัยนี้  ทางสภาการศึกษาแห่งชาติก็เป็นไปด้วย  เห็นด้วยกับนักศึกษา

**(จขบ.) ร้านลมโชยนี่ไม่รู้ว่าใช่ร้านเดียวกับร้านลมโชยปัจจุบันหรือเปล่า
ถ้าจำไม่ผิด  รุ่นพี่เคยบอกว่าแต่ก่อนร้านลมโชยเคยตั้งอยู่แถวๆพระราชวังสนามจันทร์
จนกระทั่งประมาณ ปี 2545-2546 ย้ายไปไกลมาก  เลยทางรถไฟไปอีกแน่ะ
(ตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นมา  พระราชวังสนามจันทร์ก็ปิด 
ไม่ให้ขี่จักรยาน-มอเตอร์ไซค์ผ่านอีก
ตอนจขบ.อยู่ปี 1  ยังปั่นจักรยานเล่นในพื้นที่วังได้อยู่เลย 
เคยคิดเล่นๆว่าจะมีพระราชวังที่ไหนบ้าง
ที่ปล่อยให้สามัญชนอย่างเราเข้าไปปั่นจักรยานได้) 
จขบ. เคยไปร้านลมโชยครั้งหนึ่งตอนปี 4 โดยเพื่อนที่เป็นคนนครปฐมพาไป 
อาหารอร่อยดีนะ  ย้ายไปตั้งไกล  ลมก็ยังโชยสมชื่อ
แต่หลังจากนั้นจะไปอีกก็ไปไม่ถูกแล้วเพราะไม่รู้จักทาง  T-T
เสียแรงอยู่นครปฐมถึงสี่ปี 
ก็จำไม่ได้ว่า สี่ด้านขององค์พระปฐมฯนั้นมีอะไรบ้าง
ปี 2550  พาเพื่อนขับรถจากกรุงเทพไปกินไอติมไอซเบิร์ก
เพื่อนให้บอกทางก็ยังงงๆอยู่  โชคดีรถ ปอ.78  กรุงเทพฯ-ดำเนินสะดวก
ผ่านมา  เลยบอกให้ขับตามไป  ไม่หลงแน่  แล้วก็ไปถึงร้านโดยสวัสดิภาพ
อร่อย+ติดใจไปตามๆกัน

(หน้า 172)  การหน่วงเหนี่ยวไม่ออกระเบียบให้แน่นอนนี้
ยืดเยื้อมา 3 ปีเศษ  มีการประชุมสภาการศึกษาแห่งชาติ
สภาการศึกษาแห่งชาตินั้น  ดูเหมือนจะต้องมีรัฐมนตรีมานั่งเป็นกรรมการอยู่ด้วย 1 คน
ผู้เขียนต้องไปชี้แจงว่าระบบวิทยาลัยเป็นเช่นไร
“คุณจะมีวิทยาลัยไปทำไม?”
“อยากให้บริการแก่นักศึกษา  อยากให้นักศึกษาเป็นคนดีน่ะซีครับ”
“ดูคุณจะเข้าใจผิดเสียแล้ว  สมัยนี้เป็นสมัยอุตสาหกรรม  เราต้องการผลิตผลมากๆ”
ผู้เขียนก็เพิ่งทราบเดี๋ยวนั้นเองว่านักศึกษาจะดีหรือไม่ดีน่ะไม่สำคัญ
ต้องการจำนวนมากกว่า

อันที่จริงกฏหมายของเราประหลาดมาก  คณะรัฐมนตรีอนุมัติแล้ว
และรัฐสภาก็อนุมัติและออกกฏหมายให้แล้ว 
ผู้ที่มีอำนาจสูงกว่าคือสภาการศึกษาแห่งชาติ
เพราะกฏหมายระบุไว้ให้เป็นหน้าที่ของสภาการศึกษาแห่งชาติในการจัดแบ่งส่วนราชการ

สรุปว่ามีมหาวิทยาลัย  แต่มีคณะอักษรศาสตร์ยังไม่ได้
นักศึกษาก็มาเร่งเร้าที่ผู้เขียนขอให้ยอมเพราะจะได้มีคณะอักษรศาสตร์
และขณะนั้นก็ใกล้จะถึงเวลาสอบไล่ปีที่ 4
ถ้าสอบได้แต่ไม่มีคณะอักษรศาสตร์ก็ไม่ได้ปริญญา
ผู้เขียนเสียใจที่ทดลองครั้งที่ 2 ก็ไม่สำเร็จ

(หน้า 173)  ต่อมาในปี  พ.ศ. 2508  เมื่อผู้เขียนรับตำแหน่งอธิการบดี
มาได้ไม่ถึง 7 วัน  มีเรื่องค้างอยู่ที่ ครม. คือ
มหาวิทยาลัยขอย้ายไปอยู่ชานเมือง 
ซึ่งสำนักงบประมาณเสนอขอทราบนโยบายไปยังคณะรัฐมนตรี
เรื่องนี้ผู้เขียนไม่รู้เรื่องมาก่อน  เพราะคนอื่นเขาทำมา
คณะรัฐมนตรีเห็นว่าไม่ควรย้ายไปชานเมือง 
ถ้าจะย้ายก็ให้ย้ายไปยังหัวเมืองใกล้ๆ 
ขอให้ผู้เขียนไปสำรวจดูแล้วรายงานขึ้นมา
ผู้เขียนตอบว่า
“ผมไม่ต้องไปสำรวจที่ไหนครับ  เสนอได้ทันทีว่า
ควรขอใช้พระราชวังสนามจันทร์ที่นครปฐม
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเคยโปรดจะให้เป็นสถานศึกษา”
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกล่าวว่า
“เวลานี้จังหวัดนครปฐมใช้เป็นศาลากลางอยู่ 
แต่ถ้าต้องการจริงๆ ก็จะย้ายศาลากลางให้”

ท่านนายกรัฐมนตรีพูดว่า
“แต่อย่าเร่งกันนักนะ  สำนักงบประมาณจะลำบาก”
เวลาได้ผ่านมา 25 ปี  สำนักงบประมาณยังลำบากอยู่นั่นเอง
ขอให้ท่านผู้อ่านอ่านแล้วคิดดูให้ดี

(จขบ.)  ความจริงแล้วไม่ใช่แค่ 25 ปี  นานกว่านั้นมากค่ะ
จนกระทั่งสิ้นหม่อมหลวงปิ่น  มาลากุล ไปในปี พ.ศ.2538
(อัตชีวประวัติเล่มนี้เขียนเมื่อปี พ.ศ.2533)
ศาลากลางจังหวัดนครปฐมก็ยังอยู่ในพื้นที่พระราชวังสนามจันทร์
กว่าจังหวัดนครปฐมจะสร้างศาลากลางหลังใหม่
ถ้าเจ้าของบล็อกจำไม่ผิด 
ศาลากลางหลังใหม่เพิ่งเปิดใช้เมื่อปี พ.ศ. 2546-2547 นี้เอง
ระยะเวลาพอๆกับช่วงที่ทางจังหวัดปิดพระราชวังสนามจันทร์
ไม่ให้ประชาชนสัญจรผ่านไปมาได้อีกต่อไป
(แต่ยังไปเดินเล่น-วิ่งออกกำลังได้อยู่  ใครจะ VIP เท่าพวกเรา
ได้วิ่งออกกำลังกายในวัง)
เห็นไหมคะว่านานกว่า  25  ปีมานานแค่ไหน

11 พฤศจิกายน  พ.ศ.2513
(หน้า 194)  วันที่ 11 พฤศจิกายน  เป็นวันสำคัญ
คือเป็นวันฉัตรมงคลของรัชกาลที่ 5  และรัชกาลที่ 6
เป็นวันที่เริ่มก่อสร้างพระที่นั่งอนันตสมาคม  เป็นวันที่ประชาชนทูลเกล้าฯ
ถวายพระบรมรูปทรงม้าแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
และเป็นวันที่ไทยชนะสงครามโลกครั้งที่ 1
จึงได้ถือว่าวันที่ 11 พฤศจิกายน  จะเป็นวันบำเพ็ญกุศลน้อมเกล้าฯอุทิศถวาย
พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวตลอดมา

ขณะนั้นผู้เขียนยังเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากรอยู่
มีภาระที่จะต้องเปิดวิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์
ตามที่ได้ตกลงกันไว้ในที่ประชุมรัฐมนตรี
แต่อาคารก็ยังไม่มีและไม่มีเวลาจะให้สถาปนิกเขียนแบบแปลน
ต้องไปเอาแบบหอนอนอาคารที่สร้างแล้วแห่งหนึ่งในภาคอีสานมา
เป็นอาคาร 4 ชั้น  ชั้นล่างเป็นห้องสมุดและที่ทำการ
ชั้น 3 เป็นที่นอนของนักศึกษา  จัดเป็นกลุ่มๆไป  กลุ่มละประมาณ 12 คน
มีอาจารย์อยู่ด้วย 1 คน  ปีแรกมีนักศึกษาเพียง 98 คนเท่านั้น
นักศึกษามาถึงเห็นถนนทางเข้ามหาวิทยาลัยทำเพียงซีกเดียว 
ก็ร้อง อี๊! ห้องน้ำก็ไม่ค่อยสะดวก  ท่อน้ำอุดตัน
น้ำทิ้งชั้น 2  ดันขึ้นไปท่วมบนชั้น 3
แต่เราก็แก้ไขกันได้โดยใช้เวลาบ้าง

(จขบ.)  อ่านตรงนี้แล้วขนลุกนิดหน่อย
นักศึกษารุ่นแรกมี 98 คน 
ซึ่งเลข 98 เป็นเลขที่ผูกพันแนบแน่นกับจขบ.มาก
และวันแรกที่ไปถึงทับแก้วนั้นถนนทางเข้าก็มีอยู่ซีกเดียวเหมือนกัน
ฝั่งซ้ายที่ติดกับสนามฟุตบอลยับเยินเพราะเขากำลังทำใหม่ในปีนั้น

(หน้า 194)  แต่ในไม่ช้านักศึกษาที่ไม่ชอบทับแก้ว  ก็รักทับแก้ว

ทับเอ๋ยทับแก้ว
มาอยู่แล้วเจ้าเห็นเป็นไฉน
ทับนั้นหรือคือบ้านสำราญใจ
ทับมิใช่ถมทับให้ยับเยิน
ส่วนคำ “แก้ว” รู้แล้วหรือมิใช่ 
ว่าดวงใจดวงตาน่าสรรเสริญ
ยังหย่อนร้อยเพียงคู่ดูบังเอิญ 
ลืมอัญเชิญสูรย์จันทร์นั้นลงมา

สำหรับจขบ. แล้ว  “ทับแก้ว” แปลว่า...
“บ้านที่รักดังแก้วตาดวงใจ”


โปรดติดตามตอนต่อไป

Comment

Comment:

Tweet


Thanks for sharing.
#5 by Web Design India (49.249.142.31|49.249.142.31) At 2014-02-21 14:17,
Hot! Hot!

พี่โรส อ่านไปขนลุกไปเลยอ่ะ

รักทับแก้วจัง


ปล. ถึงตอนนี้ตัวจะอยู่ใกล้ทับแก้ว แต่ไม่ค่อยได้เข้าไปเลย
ทำงานตั้งแต่แปดโมงเช้ายันสองทุ่มครึ่ง
แต่ใจไม่เคยห่างไกลจากทับแก้วอยู่แล้ว...

ปลล. อ่านแล้วไม่รู้ทำไม จะร้องไห้อ่ะพี่โรส
#4 by รักคือ? At 2010-03-31 13:24,
พ่อพี่บอกว่าร้านลมโชยมีมา 40 ปีมาแล้ว น่าจะร้านเดียวกันนะ

สมัยเด็ก ๆ พ่อพี่พาไปที่ร้านข้าง ๆ (จำชื่อร้านไม่ได้) เป็นแพอยู่ในสระบัว บรรยากาศดีมาก ๆ
#3 by นักสืบชอบเสือก At 2010-03-30 18:05,
PinG~ ร้านลมโชยผมก็ไม่เคยไปกินเหมือนกันแหละครับ sad smile

แต่ก็นะ ร้านอาหารในนครปฐมอร่อยๆทั้งนั้นเลย ที่ไหนๆก็น่ากิน ผมยังตะลุยกินไม่ครบเลย confused smile
#2 by Pl@y-M@Te At 2010-03-30 17:00,
ความผูกพันที่นักศึกษามีให้เปลี่ยนเป็นความรักทับแก้วได้ไม่ยากbig smile
#1 by Meowzilla Zilla At 2010-03-30 14:18,