2010/Aug/04



เพิ่งมีญาติชวนมาให้ไปทำงานขายตรง
จริงๆไม่ใช่ครั้งแรกน่าจะชินแล้ว
ถามว่ามียี่ห้อไหนไม่มาชวนเราน่าจะง่ายกว่า
ทั้งขายตรง ทั้งประกันชีวิต

ปีที่แล้วมีสามราย
ปีนี้มาแล้วสอง
ก็ไม่เคยได้ทำสักครั้ง
เพราะคิดว่าไม่เหมาะกับตัวเอง
กรุณาอย่าเถียงว่ายังไม่ได้ลองจะรู้ได้ยังไงว่าไม่เหมาะ
มันก็เหมือนการที่เราไปถามคนที่ไม่กินผักว่าทำไมถึงไม่กินผัก?
ก็ไม่กินน่ะ ไม่ชอบ ก็เลยไม่กิน

เราก็คล้ายๆกัน แต่มีเหตุผลที่ลึกซึ้งกว่านั้น
เวลามีคนมาเสนอ Product ให้ขาย
ดูแป๊บเดียวก็ตัดสินได้ว่าขายง่ายหรือยาก

แล้วคนที่เราคุ้นเคยด้วยจะใช้สินค้าแบบนี้ไหม  มีกำลังซื้อพอรึเปล่า?
เพราะส่วนมากที่เราเจอตัวสินค้าจะขายแพงกว่าสินค้าประเภทเดียวกันในท้องตลาด
เช่น น้ำมันรำข้าวแคปซูล ซื้อเองตามร้านขายยา ถูกกว่าสองร้อย

พอจูงใจด้วยสินค้าไม่ได้ผล
คนชวนจะชวนด้วยแผนการตลาดและผลประโยชน์
ซึ่งเราก็เข้าใจว่าบางทีเป็นที่สังคมรึเปล่าที่ทำให้ต้องเอาสิ่งเหล่านี้มาหลอกล่อกัน
เราเป็นวัตถุนิยมกันมากไปไหม?

“ไม่ต้องกลัวนะเพราะว่าถ้าหนูสมัครเข้ามาทำงานนี้ เราก็ต้องช่วยกัน”

เราบอกพี่ที่มาชวนว่าเราขอศึกษาผลิตภัณฑ์ก่อน
แต่จริงๆแล้วเราไม่ชอบงานขาย 
ไม่ชอบการพูดเยอะๆๆ และต้องพบคนแปลกหน้าบ่อยๆ

ถึงแม้คนนอก (แม้แต่เพื่อนเราเอง) จะคิดว่าเราเฟรนด์ลี่ขนาดไหนก็ตาม
เป็นเรื่องน่าแปลกมากที่ทุกวันนี้เรากลายเป็นคนพูดน้อยมาก
ตั้งแต่ทำงานโรงแรมแล้วเจอเจ้านายแบบนั้น
ทำให้เราเป็นคนคิดเยอะกว่าพูดมากๆเลย

หลังจากกลับมาศึกษาผลิตภัณฑ์แบรนด์นั้นแล้ว
เราก็ค้นพบว่ามันแพงมาก ตัวที่ราคาสมเหตุสมผลที่สุด
ก็ยังแพงกว่าสินค้าประเภทเดียวกันในท้องตลาดเป็นร้อย
พี่เขาก็พยายามหาคนมาเป็นดาวไลน์ให้ได้
ทั้งๆที่ตัวเขาเองก็เพิ่งทำมาได้ไม่นาน
หลังจากนั้นก็มีเรื่องที่พี่เขาทำให้เรารู้สึกเสียใจอีก
เรื่องที่เอาเบอร์โทรศัพท์เราไปให้ผู้ชายที่ทำงานโทรหาเรา
(ตอนนั้นลาออกมาแล้ว 7-8 เดือน)
เพราะชายคนนั้นเพิ่งอกหัก จนมีปัญหากระทบการทำงาน
เลยเอาเรามาช่วยพูดโดยบอกเหตุผลกับเราว่า
“ก็พี่เห็นเราไม่มีแฟน แล้วก็มนุษยสัมพันธ์ดี คุยๆกับเขาไปก่อน
หลังจากนี้จะยังไงก็แล้วแต่เราแล้วกัน”

ฟังแล้วเจ็บเหมือนถูกตบ...
เพราะเสียงพูดที่เจือเสียงหัวเราะ  พี่คนนี้เป็นอีกคนที่คอยจับผิดเราเรื่องพี่พีท
(คนที่ตามดักเราทุกวันที่หอ จนเราเกือบเป็นโรคประสาท จิตหลอน)

งั้นพี่บอกเขาไปค่ะว่าหนูมีแฟนแล้ว” (เสียงแข็ง)
“แล้วจริงๆมีหรือเปล่าล่ะ?”
“มีค่ะ” (เสียงแข็ง)
แค่นี้นะคะ” หลังจากนั้นไม่ติดต่อกันอีก

นี่เราอยู่ท่ามกลางกลางสังคมที่คนเราดีแต่หาผลประโยชน์จากกันและกัน
ใช้จิตวิทยาหลอกล่อกัน
เอาเงินมาเป็นตัวแทนความสุข
เงินซื้อความสะดวกสบายได้ แต่ซื้อความสุขไม่ได้หรอกค่ะ

เรื่องการขายตรงกับพี่คนนี้
เราโดนทั้งขึ้นทั้งล่อง
มีงานทำ มีเงิน ก็ถูกหว่านล้อมให้ซื้อของทำยอด
ไม่มีงานทำ ไม่มีเงิน ก็เอาตำแหน่งเอาเงินมาล่อให้มาเป็นดาวน์ไลน์


ถ้าแผนการตลาดแบบขายตรงมันถูกกับเราจริง
ป่านนี้เราคงทำไปนานแล้ว

เคยอ่านเจอจากไหนไม่รู้บอกว่าธุรกิจขายตรง


ปลี่ยนคนธรรมดาให้เป็นคนหน้าเงิน หน้าด้าน ไร้ความจริงใจ
(เพราะเวลาสัมมนาชอบเอาผลประโยชน์จากคนที่ประสบความสำเร็จมาล่อ)

แต่เรื่องที่น่าแปลกคือ เราไม่เจอแววตาจริงใจจากคนที่ทำธุรกิจนี้เลย
(อาจมีบ้างก็ไม่มาก)
ส่วนมากก็หวังเงินทั้งนั้น

ที่เอาเรื่องขายตรงมาพูดก็เพราะเมื่อไม่กี่วันก่อน
มีคนมาชวนทำอีกแล้ว คราวนี้เป็นญาติผู้ใหญ่เลย
เรากำลังหนีๆที่เขาชวนสัมมนาอยู่
ขาว่าธุรกิจนี้เป็น MLM แต่ไม่เน้นขายสินค้า
อ้าว แล้วรายได้มาจากไหน?
ก็ต้องมาจากคนที่จะมาต่อขาจากเราใช่ไหม?
เราไม่เรียกสิ่งนี้ว่าการทำธุรกิจ

แล้วทุกเครือข่ายจะให้คำว่า “ทำธุรกิจ” บางทีเรารู้สึกว่า
คำนี้มันสร้างภาพลักษณ์มากไปหน่อย
“ทำธุรกิจ” “ประสบความสำเร็จ” “อิสรภาพ”
“เลิกทำงานประจำ” “บริหารเวลา”

เป็นชุดคำสำเร็จรูปที่เวียนวนในธุรกิจ MLM นี้
เราไม่เคยไปสัมมนากับที่ไหนเลย แต่พอจะรู้มาบ้างแล้ว

ในความเห็นเราไม่ว่างานประจำหรืองานขายตรง
อาจจะเหมาะกับคนบางคน ไม่ได้เหมาะกับทุกคน
เราคงไม่เหมาะกับงานขายตรงเท่าไหร่
เพราะยังไม่เจอ Product ที่คิดว่าตัวเองจะขายได้
อีกทั้งยังสะกดจิตตัวเองให้เชื่อมั่นในสินค้าไม่ได้เหมือนกัน
แล้วเราก็ไม่อยากหลอกหลวงใครไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม


MLM ที่ผู้ใหญ่เสนอมา เราค่อนข้างไม่เห็นด้วย
แต่ใจท่านไปเกินพันแล้ว และเราเป็นเด็กคงไม่ห้ามไม่พูดอะไรอีก
ไม่งั้นจะเถียงกันเปล่าๆ
เราจะเข้าไปทำได้ยังไง ในเมื่อเราถามแม่ว่า
“คนทำงานกับบริษัทนี้เขาไม่รู้สึกละอายใจบ้างหรือ ที่จะได้เงินมาจากความหลอกลวง”
บริษัทก็เก่งเกิน สอนคนให้หลอกตัวเอง แล้วไปหลอกคนอื่นต่อ
โดยที่ไม่รู้สึกตัวว่าตัวเองกำลังหลอกคนอื่นอยู่ (งงไหม?)

ถ้าไปร่วมฟังสัมมนาคงต้องใช้กำลังสติสูงกว่าปกติ
และต้องหาข้อโต้แย้ง ซักฟอก “เหล่านักธุรกิจ” ให้ได้ว่า
“โบนัสเรือนแสนท่านได้แต่ใดมา ถ้าไม่ใช่จากการขายสินค้า?”
สงสัยต้องใส่สูทไปด้วยเพราะไม่งั้นภาพลักษณ์จะดูไม่น่าเชื่อถือถ้าไปเถียงกับผู้ใหญ่
ใส่ยีนส์กับเสื้อยืดจะดูเป็นเด็กเมื่อวานซืนมากไปหน่อย หึหึ

ยังไงเสียถ้าไม่ใช่ธุรกิจสีขาว ที่สามารถตรวจสอบได้
และซื่อตรงต่อผู้บริโภคและผู้ร่วมในเครือข่าย เราก็ไม่ชอบอยู่ดี
แต่ธุรกิจเครือข่ายที่เราพูดถึงนั้นคงไม่มีอยู่จริงในประเทศนี้!!

มีต่อเป็นมหากาพย์เลย แต่ยังเขียนไม่เสร็จ
เอนทรี่นี้แค่เกริ่นเท่านั้น

ปล. เอนทรี่นี้ไม่ใส่เพลงเพราะไม่รู้เพลงไหนจะเหมาะ

Comment

Comment:

Tweet


หวัดดีจ้า
เคยมีคนมาชวนพี่ไปขายเหมือนกันอะจ้า
แต่ไม่ถนัดเลย อิอิ ก็เลยเลิกไปจ้า
surprised smile big smile
#4 by GoddessIsis At 2010-08-06 10:12,
เห็นด้วยว่า อย่าได้แม้แต่จะเหยียบ
#3 by เจ (180.180.4.159) At 2010-08-04 23:35,
PinG~ ดีแล้วครับพี่ ทำงานที่เราชอบดีกว่าเนอะ big smile
#2 by Pl@y-M@Te At 2010-08-04 18:03,
เห็นด้วยกับพี่โรสทุกประการ
โดยเฉพาะกับคำว่า
"แววตาไร้ซึ่งความจริงใจ"

หนีไปเลยพี่ อย่าได้ทำ
เป็นอีกงานที่ออนไม่คิดจะลองเลยคะbig smile
#1 by รักคือ? At 2010-08-04 11:19,