2010/Sep/27




 15 กันยายน 2553 ไปงานวันศิลป์ พีระศรี ที่ศิลปากร วังท่าพระ
ตอนจุดเทียนร้องเพลง Santa Lucia
ขนลุกทุกรอบ ร้องเพลงสามรอบ ขนลุกสามรอบ

กลับถึงหอตอนประมาณเกือบๆ สามทุ่ม
มีโทรศัพท์ลึกลับโทร. เข้ามา เป็นเบอร์ไม่รู้จัก
เสี้ยววินาทีของความคิด เหมือนรู้ว่าใครจะโทร.มาเลย
“ฮัลโหล เป็นไงสบายดีหรือเปล่า?”
“ใครอ่ะ?” ถามไปทั้งๆที่จำเสียงได้แล้วว่าใคร
“ตอนนี้ทำอะไรอยู่ ทำงานที่ไหน?”
“ใครอ่ะ ถามทำไมไม่ตอบ?”
ทั้งๆที่จำได้ แต่ก็ยังอยากกวนประสาท
เขาคนนั้นก็คือ พี่พีท นั่นเอง
ผู้ชายหนึ่งเดียวที่ผลักเราให้เข้าใกล้คำว่า “วิกลจริต” หรือ “โรคประสาท”
เดชะบุญที่ยังครองสติและผ่านพ้นเวลาเลวร้ายนั้นมาได้

ปลายสายเหมือนเสียเซลฟ์เล็กน้อยที่เราจำไม่ได้
“นี่จำไม่ได้จริงๆเหรอเนี่ย”
เราเงียบ…ก็จริงๆแล้วจำได้ไง

“ขอเวลาคุยสักสิบนาทีได้หรือเปล่า? แค่สิบนาทีเอง”
“ได้ มีอะไรรีบๆพูดเถอะค่ะ”


ฟังเพลงนี้แล้วมันโดน
ใจฉันไม่ใช่ของเธอ – น้ำชา
http://www.4shared.com/audio/eh2R-zTC/__-_.htm

เขาเท้าความว่าตอนนี้ลาออกจากงานโรงแรมไปทำธุรกิจส่วนตัวอยู่ทางใต้
เปิดรีสอร์ทขนาดเล็กอยู่ทะเลฝั่งอันดามัน คาดว่าจะเปิดพฤศจิกายนนี้

“มาอยู่เกาะซะนาน ทำให้ผมคิดอะไรได้หลายๆอย่าง
เมื่อก่อนที่ผมตื๊อโรสมาก
เพราะตอนนั้นยังคิดแบบเด็กๆ อะไรก็ต้องเอาให้ได้
ไม่ได้มองดูความรู้สึกของโรสเลย
ผมเลยอยากโทร.มาขอโทษ จริงๆแล้วก็คิดได้นานแล้วนะ
อยากขอโทษมานานแล้วด้วย แต่ไม่กล้าโทร.มาสักที”

“ผมขอโทษ”
“…” ฉันเงียบ
“นี่ขอโทษจากใจเลยนะ ขอโทษที่พาโรสไปทรมานทั้งๆที่ป่วยอยู่
ขอโทษที่รบกวนเวลา ขอโทษที่ทำให้ขัดใจ ขอโทษในทุกสิ่งทุกอย่าง
โรสจะยกโทษให้ผมไหม? ไม่โกรธผมได้ไหม?”

“ไม่โกรธก็ได้”
“แสดงว่ายังโกรธอยู่สิ?”
“ไม่โกรธหรอก เรื่องมันก็นานแล้ว ช่างมันเถอะค่ะ”
“ถ้าผมไม่ขอโทษ คงไม่สบายใจไปตลอด ตอนนี้ผมเข้าใจโรสแล้วล่ะ
เข้าใจทุกสิ่งทุกอย่าง ผมยังไม่ใช่คนที่ใช่สำหรับโรส
ผมรู้ตัวเองดี ว่ามีศักยภาพแค่ไหน  ผมยังดีไม่พอสำหรับโรสเลย”

“มันไม่เกี่ยวกับดีพอหรือไม่พอหรอกค่ะ ไม่ใช่ก็คือไม่ใช่
จะพูดทำไมเดี๋ยวทะเลาะกันเปล่าๆ”

“อืม ตอนนี้ผมเข้าใจคุณแล้วจริงๆ แล้วก็รู้สึกผิดมากที่ตามตื๊อคุณอย่างนั้น
ถ้ามีคนมาทำแบบนี้กับผม ผมคงอดทนไม่ได้เท่าคุณ ผมคงทำอะไรรุนแรงกว่านั้นอีก”

“ผมดีใจนะที่ได้มารู้จักคุณ ขอบคุณมากสำหรับเวลาและโอกาสที่เคยให้
จนถึงวินาทีนี้ที่ให้ผมได้พูดกับคุณอีกครั้ง ขอบคุณมาก โรสเป็นคนดีจริงๆนะ
ผมรู้ดีว่าคุณเป็นยังไง?”
“หมายความว่าไง?”

“ผมว่าคุณเป็นคนดีไง ซื่อสัตย์  มั่นคง มีน้ำใจ จริงใจแล้วก็ยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้อง”
“ขนาดนั้นเลย? ที่เราอดทนกับการกระทำของพี่พีทเพราะไม่อยากให้พี่พีทรู้สึกแย่ไปกว่าเดิม
แล้วเราก็คิดว่าเราหาทางออกที่ซอฟท์ที่สุดแล้ว”

“นั่นสิ ผมถึงบอกว่าโรสเป็นคนดีไง ขนาดคนอย่างผม คุณยังแคร์เลย”

ฉันเผลอยิ้มเหยียดๆออกมา เพราะการที่ “แคร์” ไง
เลยต้องก้มหน้ารับกรรม
เวลาที่คนอื่นถามถึงเขา เพราะทุกคนคิดว่าเราเป็นแฟนกัน
ทั้งที่จริงๆ แล้ว สิ่งที่เรียกว่า “แคร์” นั้นก็เหมือนกับที่เราแคร์เพื่อนเราทุกคนนั่นแหละ
แต่คนอื่นก็ตีความไปว่าถ้าไม่รักกันจะแคร์กันทำไม
แม้แต่วิกกี้ (เพื่อนมาเก๊า) ก็ยังเคยพูด บอกว่า
‘โรสยูใจอ่อนเกินไปนะ ถ้ายูไม่ชอบเขายูไล่เขาไปเลย ถ้ายูไม่กล้านะ ฉันไล่ให้ เอาไหม?’
‘ไม่ต้องหรอก ฉันว่าคุยดีๆเขาน่าจะเข้าใจ ไม่ต้องถึงกับไล่หรอก’
‘ระวังไว้นะโรส That guy ไม่มีวันไปจากยูได้เลย ถ้ายูใจดีอย่างนี้’
แม้จะมีแต่ความทุกข์ แม้จะรำคาญ แต่เราไม่เคยทำร้ายร่างกายเขา
ไม่เคยพูดคำหยาบคาย ทุกครั้งฉันจะนิ่งแล้วเดินจากมาเฉยๆ
แล้วกลับไปนั่งร้องไห้จนไมเกรนขึ้นทุกที
ผ่านเวลานั้นมาได้ ฉันไม่รู้เหมือนกันว่าผ่านมาได้ยังไง
เรียกว่าทุกข์ใจที่สุดในชีวิตแล้ว

ฉันกับวิกกี้จะเรียกเขาว่า “That guy” ตลอดไม่เคยเรียกชื่อ
ฉันก็ไม่คิดว่าเขาจะดันทุรังขนาดนั้น ยังไงก็ไม่ยอมไปสักที
จนสุดท้ายที่เขายอมปล่อยเรา เราบอกวิกกี้ทางอีเมล์
พร้อมกับข่าวว่าจะลาออก วิกกี้ดีใจมาก

ณ เวลาปัจจุบัน…
“พี่พีท เรามีเรื่องอยากถาม หลังจากที่พี่พีทลาออกไปอยู่ที่ใหม่ พี่มีแฟนใหม่ใช่ไหมคะ?”
ปลายสายอึกอัก ไม่อยากบอกความจริง (อีกแล้ว)
“ก็มีคนที่คนอื่นคิดว่าเป็นแฟน แต่ผมไม่รู้ว่าน้องเขาคิดยังไงนะ ผู้หญิงเข้าใจยาก”
“เหรอ? ไม่มีคนที่คบเป็นแฟนจริงๆเหรอ เราว่ามีนะ”
“จริงๆก็มีคนหนึ่ง โรสรู้ได้ยังไง”
“ก็ เรารู้สึกได้ เริ่มคบกันก่อนปีใหม่ ประมาณธันวาปีที่แล้วใช่ไหม?”
“ใช่ ก็ประมาณนั้น คบกันไม่กี่เดือนแล้วก็ห่างกันไป”

เขาไม่ถามอีกว่าฉันรู้ได้ยังไง ยิ่งไปกว่านั้น
ฉันดันรู้อีกว่าเขาเลิกกันแล้ว วู้ววว
ฉันแค่บอกว่าฉันรู้สึกได้ แม้กระทั่งที่เขาจะโทร.มาวันนี้ ฉันก็รู้ล่วงหน้า
ตอนรับโทรศัพท์จึงมีสติเต็มเปี่ยม ไม่ตื่นเต้น หรือออกอาการแค้นฝังหุ่น

“เพราะก่อนที่จะมีใครติดต่อมา เราจะรู้สึกได้ สองสามวันล่วงหน้า
เราก็คิดอยู่แล้วว่าพี่พีทจะโทร.มา”

เขาไม่แสดงท่าทีแปลกใจอีก เขาคงชินแล้ว แต่เหมือนอึ้งๆ ไป

ฉันมีเรื่องจะพูดกับเขาอีก
“ขอโทษด้วยค่ะ ที่ทำกิริยาไม่ดี ในช่วงเวลาที่ผ่านมา บางทีเป็นเพราะเราใจร้อนเอง
ขอโทษสำหรับทุกอย่าง ถ้าเราไม่ได้รับรู้ว่าพี่พีทมีชีวิตที่เป็นสุขดีแล้ว
เราคงไม่มีวันอยู่อย่างสบายใจได้ ขอบคุณมากที่โทร.มาวันนี้ เราจะได้คลายใจ
ไม่รู้สึกผิดบาปอีกต่อไป

“ไม่เป็นไร ผมไม่เคยโกรธคุณเลยจริงๆ ตลอดเวลาที่นึกถึงคุณมีแต่เรื่องดีๆ
ผมกลับรู้สึกผิดที่ทำกับคุณไว้มาก ผมคงคิดถึงคุณไปตลอด คุณคงไม่ห้ามนะ
หรือว่าจะห้าม”

“เรื่องความคิดห้ามกันไม่ได้ค่ะ เป็นสิทธิส่วนบุคคล”

“ผมดีใจที่ได้มารู้จักคุณ คุณเป็นแรงบันดาลใจให้ผมในหลายเรื่อง
ขอบคุณมากที่สละเวลาให้ผม ขอบคุณเรื่องดีๆที่ผ่านมา”

จบบทสนทนาประมาณนี้
ลงคำสุดท้ายที่เราเป็นคนพูด “สวัสดีค่ะ”

ฉันวางสายไปแบบงงๆ นิดหน่อย ยังไม่ได้คิดอะไรมาก
แต่รู้สึกใจเบา ไม่หนักๆหน่วงๆ เหมือนที่เคยเป็น
นอนหลับไปที่หอของนิดา ดูราตรีสโมสรยังนั่งขำ

ตื่นเช้าขึ้นมา เหมือนเรื่องเมื่อวานเป็นความฝัน
ฉันนั่งทบทวนเหตุการณ์ที่เกิด บทสนทนาที่ผ่าน
…ฉันร้องไห้…
น้ำตามันไหลออกมา ไม่ใช่เพราะความเสียใจ
แต่เป็นเพราะความตื้นตันและความยินดี

ยินดีที่ได้เห็นว่าเขาไม่ทุกข์เพราะมารักฉันอีก
ยินดีที่เราต่างมีทางเป็นของตัวเองไม่เบียดเบียนกันและกัน
ยินดีที่รู้ว่าเขามีความสุขดี
ยินดีที่เขาคิดได้มากกว่าที่ฉันคาดมาก

แต่ก่อนฉันคาดหวังมาตลอดว่าเขาจะเลิกทุกข์
และมีความสุขตามประสาผู้ชายทั่วไป
มีแฟนใหม่ต่อไปเรื่อยๆ แต่สิ่งที่ฉันสัมผัสได้
คือเขาคิดได้จริงๆ รู้จักตัวเอง รู้ข้อผิดพลาด รู้จักสำนึก
นี่คือสิ่งที่ฉันตื้นตัน

ฉันขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทุกครั้งที่ฉันแผ่เมตตาฉันนึกถึงเขา
ก็ขอให้เขามีความสุข (แม้เขาทำให้ฉันทุกข์มาก)
ขอบคุณที่ทำให้เขาคิดได้ขนาดนี้
เป็นของขวัญที่ล้ำค่าจริงๆ

น้ำตาที่เสียไป กับความอดทนที่มากที่สุดในชีวิต
ไม่เคยอดทนกับใครมากเท่านี้มาก่อน เป็นบททดสอบที่ผ่านยากจริงๆ
แต่วันนี้เขาทำให้ฉันรู้ว่ามันไม่สูญเปล่า

ถ้าตอนนั้นฉันอาฆาตและตอบโต้อย่างรุนแรง
ตามนิสัยเขาจะตอบกลับแรงเช่นกัน เหตุการณ์จะจบอย่างเลวร้าย
อาจจะมากอย่างคาดไม่ถึง
(เช่น โดนทำของใส่  โดนฉุด  หรือถูกทำร้าย)

ฉันเคยคิดว่าฉันให้อภัยเขาแล้ว แต่ก็รู้ดีว่ามันยังไม่หมดไป
ยังเหลืออยู่ 20% ซึ่งฉันคิดว่ายังค้างคา
10% คือรอว่าเขาคงจะคิดได้
10% คือรอให้อภัยตัวเองเพราะโทษตัวเองว่าเป็นต้นเหตุให้เขาเจ็บ

ดังนั้นเมื่อเขาโทร.มา ต่างได้กล่าว “ขอโทษ”
20% ที่คาใจก็ได้ปลดเปลื้องไป
…คลาย…

ปาดน้ำตาแล้วแต้มรอยยิ้มเข้าไปแทนที่ ฉันไม่ติดค้างเขาอีกแล้ว
สำหรับฉันแม้ว่าไม่ใช่ความรัก ความปรารถนาดีก็ไม่เคยลดลง
แม้ต้องเจ็บปวดถึงเพียงนั้น ก็ไม่เคยคิดแค้นหรืออยากให้เขาทุกข์ใจเลย

เขาทำให้ฉันรู้จักคำว่า “รักไม่ได้ เกลียดไม่ลง”
จะรักก็ไม่อาจทำได้ ฝืนไม่ได้จริงๆ
เกลียดก็ไม่ได้อีก เพราะเขาไม่ได้ผิดอะไร
การรักใครสักคนมากไปไม่ควรถูกตราหน้าว่าผิด
แต่ควรรักอย่างมีสติ…เท่านั้น

สุดท้ายนี้…การเป็นคนที่ถูกรัก ไม่ใช่ความสุขเสมอไป
สำหรับฉัน..ยอมเหงาตายดีกว่ายอมคบกับคนที่ไม่ได้รัก
แล้วต้องทำให้เขาเจ็บปวดภายหลัง

จะยึดมั่นเช่นนี้ไปชั่วชีวิต
และการให้อภัยเป็นทานคือสิ่งที่ยิ่งใหญ่จริงๆ

เขียนจบแล้วนึกถึงเพลงนี้

อธิษฐาน - แอน_ธิติมา
ost._บ้านฉันตลกไว้ก่อน(พ่อสอนไว้)
ฉันไม่รู้ควรบอกเธอว่ายังไง สำหรับใจที่ให้ฉัน
ฉันเข้าใจรู้สึกดีเช่นเดียวกันถึงแม้ว่ามันไม่ใช่อย่างนี้
สิ่งที่ฉันให้เธอได้คือหวังดีอยากให้เธอได้มีทุกอย่าง
ปรารถนาให้เจอสิ่งดีทุกทางอย่างที่เธอต้องการเรื่อยไป
เพราะชีวิตมีเรื่องราวให้เราเจอและผู้คนก็มากมาย
เพราะถนนที่ต้องเดินนั้นยังไกล
ให้ฉันและเธอยังได้เรียนรู้
แต่อย่างน้อยที่มีหนึ่งคนเฝ้าดูและจะคอยช่วยเป็นแรงใจ
อธิษฐานให้วันหนึ่งเธอพบใครที่มีใจสวยงามเหมือนเธอ
อย่างที่เธอต้องการเรื่อยไป ที่มีใจสวยงามเหมือนเธอ

Comment

Comment:

Tweet


ทำบุญกรวดน้ำอีกสักรอบ
#3 by เจ (125.27.54.74) At 2010-09-28 00:32,
PinG~ ว้าว ดีใจด้วยนะครับพี่โรส เรื่องนี้จบอย่างแฮปปี้เอนดิ้ง confused smile
#2 by Pl@y-M@Te At 2010-09-27 17:13,
ดีใจจัง...พี่สาวยิ้มได้เต็มยิ้มซะที^^1

จากนี้ไป
ขอให้มีแต่สิ่งดีดียิ่งขึ้นนะคะพี่สาว

ออนดีใจด้วยจริง ๆ .... big smile
#1 by รักคือ? At 2010-09-27 14:56,