รอยเท้า ภาพถ่าย และความทรงจำที่ภูกระดึง 28-30 ตุลาคม 2548
Chapter 1 จากพื้นราบถึงหลังแป
เราเริ่มออกเดินตอน 7.43 (ตามเวลาที่บันทึกในสมุดของเจ้าหน้าที่)
ตอนแรกก็เดินไปคุยไปสนุกสนานเฮฮา พักหลังๆเริ่มเนือย ตอนถึงซำแฮกก็แฮ่กซะแล้วเรา แถมปวดท้องอีกเนื่องจากไม่ได้กินข้าวเช้า ให้กินก็กินไม่ลงแถมตัวยังไปกระแทกหินที่ซำแฮกอีกนึกว่าจะเดินต่อไม่ได้แล้ว ทรมานมาก
ทางที่หินที่สุดสำหรับเราคือซำแฮก กับซำแคร่ (ก่อนถึงหลังแป)ชันมากและมีการขึ้นบันไดอีก ตอนแรกคิดว่าจะขึ้นบันไดไม่ไหว แต่สุดท้ายก็ผ่านมาได้ถึงหลังแปตอนเที่ยงกว่าๆ
Chapter 2 ความรักบนภูกระดึง
ระหว่างเดินขึ้นภู เราจะสังเกตเห็นคู่รักเดินจูงมือให้เห็นเป็นระยะๆ จนไม่แน่ใจตัวเองว่าระหว่างอากาศกับตาเรา อะไรมันร้อนกว่ากัน แต่มีคุณลุงคุณป้าคู่นึง น่ารักมาก เราเจอกับทั้งคู่ระหว่างทางขึ้นก่อนถึงซำแฮกอีก ป้าแจกสาลี่กับมะเฟืองให้ทุกคนที่ผ่านไปมาซึ่งช่วยเราได้มากเลย หายคอแห้งทันที ที่ซำแฮกระหว่างที่เรายืนชมวิวอยู่ ลุงกับป้าก็มาถ่ายรูปข้างๆเรา โดยที่ลุงเป็นคนถ่ายให้ป้า ป้าถามว่า นี่เธอถ่ายรูปอย่างนี้ไม่ย้อนศรเหรอ ลุงบอก ย้อนศรที่ไหนล่ะ เค้าเรียกย้อนแสงตะหากเล่าไม่ได้ขับรถซะหน่อย ไม่รู้เค้าจะเห็นรึเปล่าว่าเราแอบขำอยู่ด้วย หลังจากนั้นลุงกับป้าจะหยุดพักถ่ายรูปเป็นระยะๆ เราจะได้ยินเสียงลุงพูด มา..เธอถ่ายให้ฉันบ้าง หรือไม่ก็เสียงป้า เธอๆ หยุดถ่ายรูปตรงนี้ก่อน
เราจำได้ที่ลุงพูดกับพวกเราว่า รอวันที่จะได้มาขึ้นภูกระดึงมา30ปีแล้ว ตั้งแต่สมัยเรียนไม่มีโอกาส จนกระทั่ง ทำงาน แต่งงานกับป้า จนปัจจุบันลูกโตแล้ว เพิ่งมีโอกาสชวนป้ามากัน 2 คน ช่างเป็นคู่ถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชรจริงๆ
Chapter 3 ลมพัดผ่านยอดสน
เคยได้ยินเสียงลมพัดไหมคะ
ถ้าเราอยู่ในเมืองคงไม่ได้ยินเสียงลมพัด แต่ถ้ามาเดินบนภูกระดึง กลางทุ่งหญ้าและป่าสน เสียงลมคือเสียงที่เพราะที่สุดที่คุณจะสัมผัสได้ ตลอดทางเดินกว่า 10 กิโลเมตรที่เป็นทางราบผ่านทุ่งหญ้า สนสองใบและสนสามใบสีเขียวเหมือนกลุ่มกำมะหยี่ตัดกับสีฟ้าใสที่มีกลุ่มเมฆขาวน้อยๆลอยไปมา(เมฆน้อยแดดเลยแรงมาก) เราพยายามเดินชิวสุดๆ(รู้นะว่าต้องสะกดว่าชิลแต่สะกดว่าชิว มันได้อารมณ์กว่า) เดินชมต้นหญ้า ต้นสน หม้อข้าวหม้อแกงลิง ไปตามเรื่องตามราว ฟังเพลงไปด้วย แต่ถ้าลมพัดก็เลิกฟังค่ะ ฟังเสียงลมพัด วิ้วๆแทน เพราะกว่ากันเยอะ แถมลมที่พัดก็เย็นด้วย เป็นลมพัดที่ได้ความรู้สึกคนละแบบกับลมที่บ้านกรูด แต่รู้สึกดีได้เท่าๆกัน
Chapter 4 ทางวิบาก(กรรม)
หลังจากเดินกันอย่างทรหดอดทนจากที่พักผ่านป่า ผ่านน้ำตก ผ่านทุ่งหญ้า ผ่านผาแดง กว่าจะถึงผาหล่มสัก ลมแทบจับ(ไม่ใช่ลมพัดผ่านยอดสนนะคะแต่คือการเป็นลมค่ะ) ตอนเดินจากผาแดงก็ปลอบใจกันเองว่าเดี๋ยวก็ถึงแล้ว แต่ก็เดินไปเรื่อยเหมือนไม่มีอนาคต เพราะมองไปไม่มีทีท่าว่าจะถึงผาหล่มสักซะที ด้วยความเบื่อ+ความเซ็ง เลยเล่นเกมกันเล็กๆน้อยๆ เรื่องของเรื่องคือ พื้นที่เดินส่วนมากเป็นทรายค่ะ ทรายจริงๆนะ เหมือนหาดทรายแก้วที่ระยองอย่างนั้นเลย พื้นทรายเป็นอะไรที่เดินยากมากเมื่อต้องใส่รองเท้าผ้าใบเพราะเดินแล้วจมค่ะ ต้องใช้กำลังมหาศาลในการเดินผ่านให้ได้ พอทรายต้องแสงแดดเข้าก็ระยิบระยับจนแสบตาเลยพูดกันเล่นๆว่าแถวนี้ต้องเคยเป็นทะเลมาก่อนแน่ๆ เดี๋ยวก็ถึงทะเลแล้วจะไปโดดทะเลกัน
เห็นรอยเท้าของผู้คนที่เคยเดินผ่านไปมา ก็เลยเล่นเกมทายรอยเท้าค่ะ ทายว่ารอยเท้านี้เป็นรองเท้ายี่ห้ออะไร และรอยเท้าไหนเป็นของเพื่อนเรา (มีรอยเท้าของรองเท้าแตะคีบตราช้างดาวด้วยนะ) สุดท้ายเป็นที่รู้กันว่าถ้าจะเดินถึงผาต่อไปจะต้องเห็นยอดหลังคาก่อน เพราะตามผาต่างๆจะมีร้านค้าตั้งอยู่ค่อยมีความหวังว่าจะถึงแล้วเหนื่อยจะตายอยู่แล้วก็ยังมีเรื่องให้หัวเราะหน้าระรื่น สุดยอดจริงๆ
Chapter 5 ตะวันลับฟ้าที่ผาหล่มสัก
ก่อนมาถึงผาหล่มสัก คิดมาตลอดทางว่าถ้าไม่สวยจริงจะเคืองมาก แต่นาทีที่เดินขึ้นไปที่ผาจริงๆ ไม่รู้เรี่ยวแรงมาจากไหน เราวิ่งขึ้นไปได้ไงไม่รู้พร้อมตะโกนว่า ถึงแล้วเว้ยยยย. ดีที่เบรคทัน เกิดวิ่งตกผาลงไปก็ไม่คุ้มที่อุตส่าห์เดินมาตั้งไกล แต่วิวก็สวยพอให้อยากโดดลงไปจริงๆนะ สิ่งแรกที่อยากทำคือนั่งพักชมวิวไปเรื่อยๆจนกว่าพระอาทิตย์จะตก บางทีผาหล่มสักอาจจะดูมีค่ามากเพราะความไกลก็ได้นะ
กว่าจะรวมพลครบ 9 ชีวิตก็เกือบ 4 โมงเย็นแล้ว พวกเราก็นั่งชิวกันเสียงดังมาก อะไรจะเฮฮาปานนั้น โดยเฉพาะเรื่องน้ำอัดลม 4 ขวดร้อย ที่ผาแดง ฮาเกินบรรยายจริงๆ ระหว่างนั่งชิวแต่ละคนก็สอดส่ายสายตาหาเป้าหมายและอาหารตา ทำไมเราไม่เห็นเลยสักคนเนี่ย มัวแต่ชมวิว อ้อ..เห็นสาวตาคมนางหนึ่ง (9 นาฬิกาทางขวามือ) แต่เค้ามากับแฟนค่ะ จับมือกันมาเลย 555 แห้วมั้ยล่ะ
อาหารเย็นวันนั้นคือการกินข้าวเคล้าบรรยากาศที่ลูกกลมๆสีส้มจะพ้นขอบฟ้าไป จริงๆแล้วเจ้าลูกกลมๆนี่มันก็กลิ้งขึ้นกลิ้งลงจากขอบฟ้าด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่งทุกวันนั่นแหละ แต่วันนั้นเรารู้สึกว่ามันพิเศษกว่าปกติเพราะเราดั้นด้นมาดูมันถึงภูกระดึงนั่นเองและที่สำคัญคือที่นี่คือผาหล่มสักที่เราเดินเท้ามาเกือบ 20 กิโลเมตรเพื่อพาตัวเองมาดื่มด่ำธรรมชาติกันถึงที่นี่ ดังนั้นมันจึงพิเศษกว่าทุกวัน
ตอนถ่ายรูปแอบขัดจิตนิดหน่อยเมฆเยอะเกินไป เลยออกมาไม่สวยเท่าไหร่ ในที่สุดเจ้าผลส้มยักษ์ก็พรางตัวเข้ากลีบเมฆจากเราไป พร้อมกับแสงสุดท้ายของวันนั้น แล้ว 9 ชีวิตก็ออกเดินทางอีก 9 กิโลเมตรกลับที่พัก ตามเส้นทางเลียบหน้าผาอันมืดมิดแต่พวกเราไม่สิ้นซึ่งความฮา
Chapter 6 The way home
ระหว่างทางเดินกลับที่พักก็มืดมาก แต่ดาวเยอะมาก เหล่านักร้องประสานเสียงก็โชว์พลังเสียงกันแบบไม่กลัวช้างป่าตกมันซะเลย เดินมาเรื่อยจนเจอครอบครัวหนึ่งถามว่า ใช่กลุ่มนี้รึเปล่าคะที่ร้องเพลง 555 ใช่ค่ะ เราเลยบอกไปว่าอยากฟังเพลงอะไรก็ขอได้นะคะ เดี๋ยวจัดให้
มีทางเดินโค้งอยู่ช่วงหนึ่งทำให้เราเห็นขบวนคนข้างหน้าที่เดินมาก่อน ถือไฟเดินเรียงกันเป็นภาพที่น่ารักอย่างบอกไม่ถูก มองไม่เห็นอะไรนอกจากแสงสีส้มเรืองๆลอยไปมา
ผาหมากดูกเป็นผาสุดท้ายก่อนถึงที่พัก เราก็คิดว่านั่นเป็นความอดทนเฮือกสุดท้ายของเราด้วย เพราะถ้าถึงที่พักเราคงไม่เดินอีกแล้ว ระหว่างทางเดินไปเซไปตกข้างทางบ่อยมาก ยืนดูดาวนิดนึงที่ผาหมากดูก เดี๋ยวไปดูต่อแถวบ้านพักก็ได้ในที่สุดก็ถึงบ้านพักตอนสองทุ่มครึ่ง
Chapter 7 Starry Night รัตติกาล..ม่านฟ้า..ดาดาว
กลับถึงบ้านได้สักพัก ต่อมรับความชิวของเราที่ทำงานไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย(ตรงข้ามกับสังขาร) ก็สั่งให้ออกไปนั่งดูดาวก่อน นานๆจะได้เห็นดาวเยอะขนาดนี้ เยอะขนาดที่ไม่นึกมาก่อนว่าบนฟ้าจะมีดาวประดับไว้ได้มากเท่านี้ ระหว่างทางเดินกลับเพื่อนบอกว่า ความจริงดาวตกมีทุกวันนะ แต่คนไม่ค่อยได้เห็น เราก็ไม่คิดอะไร จนมานั่งดูดาวบนขอนไม้กำลังเหม่อได้ที่ก็เห็นแสงเป็นเส้นผ่านตาพอดีดาวตกค่ะ ได้เห็นดาวตกเป็นๆด้วยความบังเอิญ(ไม่ใช่ฝนดาวตก)เป็นครั้งแรก ตกใจนึกว่าฝันอยู่ดีๆดาวตกก็มาให้เห็นได้ ดีใจสุดๆแล้วก็ไม่ลืมอธิษฐานฝากดาวไปด้วย (จะสมหวังรึเปล่าไม่รู้อธิษฐานไว้ก่อน)
เราพยายามหากลุ่มดาวเต่าที่เรามองอยู่ทุกวันก็หาไม่เจอ เนื่องจากดาวบนฟ้ามีเยอะเกินไปจนหาไม่เจอ แต่ยังอุตส่าห์เห็นกลุ่มดาวลูกไก่จางๆอยู่ที่เกือบสุดขอบฟ้าโน้น
Chapter 8 ครั้งแรกในชีวิต
ครั้งแรกกับการเดิน 30 กิโลเมตร ใน 1 วัน เท้าพองและบวม เดี้ยงไปเลย
ครั้งแรกกับการเห็นทากตัวเป็นๆ ที่เราเข้าใจว่ามันคือหอยทากมาตลอด และคิดว่าทากจะตัวใหญ่เท่าปลิง น้องทากก็กระโดดมาเกาะรองเท้าเรา 2 ครั้ง
ครั้งแรกกับการเห็นทาก(อีกแล้ว) ดูดเลือดจนตัวอ้วนเป่งขยับไม่ได้(ตะกละจริงๆ) มีคนถามว่าถ้าทากดูดจะทำยังไง มีเสียงแนะนำมาว่าให้จับทากขึ้นมากัดแล้วดูดเลือดกลับคิดได้ไง
ครั้งแรกกับการเห็นดาวตกด้วยความบังเอิญดีใจจัง
ครั้งแรกที่ได้เห็นต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงหน้าตามันเป็นอย่างนี้นี่เอง
ครั้งแรกที่ได้เห็นกวางพยายามหาอะไรกินตามเต๊นท์นักท่องเที่ยวเข้าไปคุ้ยเลยด้วย
ครั้งแรกที่รู้สึกว่าการขึ้นและตกของพระอาทิตย์มีความหมายมากกว่าการเริ่มต้นและสิ้นสุดของวัน แต่คือความงามที่ธรรมชาติมอบไว้ให้มนุษย์ได้ชื่นชม
Chapter 9 สูงสุดสู่สามัญ
และแล้ววันกลับก็มาถึงในวันรุ่งขึ้น เท้ายังไม่หายเดี้ยงเลย ขาลงก็ชิวเหมือนเดิม ไม่มีอะไรพิเศษเราก็ชมธรรมชาติ ถ่ายรูปดอกไม้ไปตามเรื่องตามราว แต่เจ็บเท้ามากทางเดินก็ลื่น ต้องค่อยๆเดิน แวะซำกกกอก กินข้าวร้านป้าที่มาตอนขาขึ้น ป้าก็น่ารักมากดูแลพวกเราอย่างดี
พวกเราก็ช่วยป้าคิดเมนูอาหารเป็นภาษาอังกฤษไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ป้าบอกพวกน้องน่ารักมาก..ช่างคุยจริงๆ(เห็นด้วยค่ะป้า 55) ไม่มีกลุ่มไหนเฮฮาเท่ากลุ่มหนูแล้ว ป้าคงต้องคิดถึงพวกเราไปอีกนานเลย ถ้ามีโอกาสคงได้เจอกันอีกค่ะ เราเดินถึงเส้นทางสุดท้ายก่อนถึงซุ้มทางขึ้นแล้วใจหายนิดหน่อยนึกว่าฝัน ขึ้นไปและลงมาถึงพื้นราบแล้วเหรอ เย็นมากแล้วด้วยตอนลงมาถึง 4 โมงเย็นพอดี
Chapter 10 Wanna say Thank You and Goodbye
ขอบคุณเพื่อนๆผู้ร่วมเดินทางทริปทรหด ผู้นำพาเสียงหัวเราะและหยาดเหงื่อ ขอบคุณที่ทุกคนอดทนและพยายามเดินไปด้วยกัน เรื่องสนุกๆอย่างนี้ไม่ได้เกิดขึ้นทุกวัน ขอให้เก็บไว้เป็นประสบการณ์ดีๆในชีวิตนะจำไว้ว่าเราคือส่วนหนึ่งในความทรงจำของกันและกันซาราแฮโย
ลาก่อนภูกระดึงในที่สุดเราก็ได้เป็นหนึ่งในผู้พิชิตภูกระดึงซะที เราจะจำเสียงลมและภาพทิวทัศน์สวยๆไว้
สุดท้ายดีใจที่ได้ปล่อยวางเรื่องราวต่างๆลงได้อย่างสมบูรณ์
ไม่ต้องคิดถึงอะไรอีกต่อไป
แค่ยินดีกับสิ่งที่ได้เห็นตรงหน้าแล้วมีความสุขก็พอแล้ว

edit @ 2006/11/17 16:39:03