หลังจากทำงานมาได้เดือนกว่า
คนในโรงแรมก็เริ่มคุ้นหน้าเราแล้ว
คำถามที่โดนถามหลายรอบแล้วคือ
“มีแฟนรึยัง?”
ไม่อยากโกหกเลย แต่ก็ไม่อยากคุยกับคนใหม่ๆ
อาจจะเข้าข่ายปิดตัวเองอีกแล้ว
ก็มันไม่อยากคุยนี่...ทำไงล่ะ
พอดีว่าห้องทำงานเราเป็นกระจก
ซึ่งมีเรานั่งทำงานอยู่คนเดียว
คนที่เดินผ่านไปมาก็ชอบมาแว่บๆ ให้เสียสมาธิเล่น
แต่ไม่มีผลเท่าไหร่
รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นปลาทอง
ใครผ่านมาก็ต้องมอง
ว่างๆแวะมาให้อาหารบ้างก็ได้นะ
จะได้เร่งสี เร่งวุ้น เร่งโต ได้ทันใจ
สำหรับเรา...จริงๆแล้วถ้าทักทาย คุยนิดๆหน่อยๆ
เราก็คุยด้วยนะ แต่ถ้ามาขอเบอร์โทร.
(วันก่อนเพิ่งโดน แต่ไม่ได้ให้)
จะโทร.หาเป็นกิจลักษณะ เราก็ไม่อยากคุยแล้ว
เพราะว่าไม่อยากเอาเวลาส่วนตัวไปยกให้คนอื่นอีก
เราใช้เวลาอยู่ที่ทำงานเฉลี่ย 11-12 ชม. ทุกวัน
กลับหอไป โทร.คุยกับที่บ้านบ้าง เพื่อนบ้าง
ก็ไม่อยากคุยกับใครอีกแล้ว...เหนื่อย
และอย่างที่บอกไปว่าเจ้านายก็เป็นแบบนี้
เรายิ่งสูญเสียกำลังสมองและกำลังใจมากกว่าปกติ
มีอีกเรื่องคือ ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่สัปดาห์แรก
เวลาหวั่นไหว...มีคนเสนอไหล่มาให้ซบ
อยู่ๆก็มีคนมาห่วงใย
ถามว่าเรากินข้าวรึยัง กลับถึงหออย่างปลอดภัยไหม
ทำงานเป็นไงบ้าง โดนดุรึเปล่า
โทร.มาเล่นกีต้าร์ + ร้องเพลงให้ฟังก่อนนอน
ดูดีเนอะ...
แต่...
ที่ไหล่ทั้งสองข้างของเขา
ไม่มีที่ว่างสำหรับเราแล้ว
วันนี้กับวันก่อนๆ ไม่มีอะไรที่ต่างกัน
และถึงแม้ว่าไหล่ของเขาจะว่างอยู่
ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นพื้นที่ที่เหมาะกับเรา
อย่างไรก็ตาม...นึกขอบคุณเขาที่เป็นห่วงมาตลอด
ทำอะไรให้เราตั้งหลายอย่าง
มีคนทำดีกับเราก็ควรดีใจไม่ใช่เหรอ
เพื่อนๆไม่ต้องเป็นห่วง...
ว่าเราจะพาตัวเองไปเสี่ยงทำอะไรที่ไม่ดี
“ของรักของหวงของคนอื่น...เราไม่ยุ่งหรอกนะ”
บอกเขาไปแบบนี้
อย่างน้อยก็ได้เพื่อนเพิ่มมาอีกคน...ก็เท่านั้น
ต่อมาเมื่อเร็วๆนี้
มีมาอีกคน...
อย่าเพิ่งวี๊ดวิ่วไปเพราะว่าซีเรียสเลยรายนี้
เนื่องจากว่าเขามาแนวจริงจังมาก
ตั้งใจจะดูแลเราอย่างดีทุกอย่าง
แคร์และเป็นห่วงแบบสุดๆ
แต่...
ด้วยความที่เราต่างกันมาก
พื้นฐานที่มาเหมือนไม่น่าจะมาเจอกันได้ด้วยซ้ำ
อดีตอันธพาลกับสาวเด็กเรียน
มันจะมาคบกันได้ยังไง?
เลยกลายเป็นเรื่องหนักใจไปอีก
แทนที่เขาจะรู้สึกว่าเข้ากันไม่ได้
กลับกลายเป็นเขายิ่งอยากเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเรามากขึ้น
แล้วเราจะทำยังไงต่อไป
เรื่องน้ำเน่า
เมื่อเขาเจอเธอตั้งแต่วันที่เธอเดินเข้ามาสัมภาษณ์ที่นี่
เขาและเธอสบตากันโดยบังเอิญ
เขาจำเธอได้...
เธอจำเขาไม่ได้...
โชคชะตา..ให้เธอมาอยู่แผนกเดียวกับเขา
และพาเขามาเจอเธอในเย็นวันหนึ่ง
(ทำงานมาเกือบเดือนไม่เคยเจอกันเลย)
เขาอยากรู้จักเธอให้มากขึ้น
ก็เท่านั้น...
มันเลยเป็นปัญหาไงล่ะ
เราไม่อยากให้เขาเข้ามาใกล้กว่านี้อีกแล้ว
ยิ่งเขาดีกับเรามาก เรายิ่งอ่อนแอลงเรื่อยๆ
เราเคยบอกเขาว่า
ในภาวะที่เราที่เรายังไม่มั่นคงพอ
ยังไม่รู้ชะตากรรมของตัวเองแบบนี้
สภาพจิตใจเราไม่ปกติอย่างมาก
ก็ยังไม่อยากมีใคร
ยิ่งถ้าเราล้มลงไป
คนที่เข้ามาประคองเราจะเจ็บไปด้วย
แต่เขาก็ยืนยันว่าไม่กลัว
เรื่องนี้อาจจะยาว แต่คงไม่ยาวมาก
คงใกล้เวลาที่จะบอกเขาแล้ว
ระหว่างเรา...ความหวังคงไม่มี
ฟังดูใจร้ายมากนะ
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ก็เป็นเพราะเขาเอง
ที่ขอโอกาสเดินเข้ามา
จิตใจเราคงผิดปกติจริงๆเลยไม่ได้คิดให้ถี่ถ้วน
ว่าถ้าเขาเดินเข้ามาในชีวิตเราแล้ว
คงไม่ยอมออกไปง่ายๆ
ตอนนี้เราทำงานหนักมาก
วันละเกือบ 14 ชม.
เพิ่งเข้าใจความเหนื่อยล้าจนใจชาก็คราวนี้
งานหนัก+กดดัน เจอแบบนี้ทุกวัน
หัวใจยิ่งอ่อนแอกว่าเดิม
ร่างกายล่ะ...
เกือบเป็นลมอยู่ริมทางเดินในแผนก
น้ำตาลในเลือดลดจนเดินไม่ไหว
มือสั่น ขาสั่น
ไมเกรนกลับมา
ลมพิษขึ้นเกือบทุกวัน
ไอเรื้อรังมา 2 เดือนแล้วยังไม่หาย
9 สิงหาคม 2551
นั่งทำงานเหมือนเดิม
แป้งโทร.มาบอกว่าอยู่กรุงเทพ
บ่นเรื่องงาน..อยากออกแล้ว
เข้าใจเลยแป้ง...
แป้งบอกว่า...วันนี้นัดเจอเบีย ต้อง อร
ในขณะที่เรานั่งทำงานอยู่ออฟฟิศ
ห่างจากเพื่อนๆ เกือบ 200 กิโลเมตร
ทั้งๆที่มันควรเป็นวันหยุดที่เราวางแผนไว้
(เพราะรู้ว่าแป้งมาตรงเสาร์-อาทิตย์ เลยอยากไปเจอ)
แต่เราต้องมาทำงาน
เราควรจะได้ไปเจอเพื่อนๆบ้างใช่ไหม
แต่คงตกใจหน่อยนะ
สภาพเราก่อนมาทำงานที่นี่กับปัจจุบันมันต่างกัน
เราดูโทรมและอ่อนล้ามากๆ
วันเดียวกัน
เพื่อนอีกคนกำลังจะเดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศ
เราแค่โทร.ไปอวยพรให้เดินทางปลอดภัย
ในที่สุดวันนี้ก็มาถึงซะทีนะ
โชคดีเพื่อน
วันเดียวกัน
ที่ทำงานก็กดดันและมาคุขึ้นมา
เกิดเรื่องที่เราแก้ไม่ได้ ช่วยไม่ได้
นั่งน้ำตาไหลอยู่ในออฟฟิศ
มันเบื่อและเหนื่อยมาก
ไม่ใช่อารมณ์เอาแต่ใจตัวเองหรอกนะ
แต่มันล้ามากๆแล้ว
ทำงาน 8 โมงเช้า – 4 ทุ่ม
มันเบื่อถึงขนาดไม่อยากอยู่ในออฟฟิศนี้อีก
ไม่อยากเดินขึ้นมาทำงาน
วันนี้วันอาทิตย์ตั้งใจไปทำงานนะ
แต่เมื่อวานคือ มันไม่ไหวแล้วจริงๆ
ถ้าไม่ได้กลับบ้านวันนี้
สัปดาห์หน้าเราคงอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ไหว
ถ้าได้พักบ้าง คงจะมีแรงมากขึ้น
เจ้านายจะกลับมาแล้ว
ไม่อยากเจอเลย แต่ก็เลี่ยงไม่ได้
มีคนพูดว่าเจ้านายจะซื้ออะไรมาฝากนะ
เราไม่ได้ต้องการอะไร
ของฝากอะไรไม่ต้องการทั้งนั้น
เพราะสิ่งที่เราต้องการ...เขาไม่มีวันให้ได้
เรากล้าท้าเลยว่าเขาให้เราไม่ได้จริงๆ
...ความสบายใจในการทำงาน...
ในเมื่อให้ไม่ได้ เราก็ไม่ต้องการอะไรอีก
ไม่ต้องเอาอะไรมาให้เราอีก
สิ่งที่ดีที่สุดที่คุณให้ฉัน
คือ “โอกาส” ที่ได้ทำงานที่นี่
และฉันได้พยายามแล้ว
ฉันไม่ได้ต้องการอะไรอีก
นอกจากการทำงานต่อไปอย่างราบรื่นและมีความสุข
แต่มันคงเป็นไปไม่ได้ใช่ไหมคะ
ถึงรู้สึกว่าไม่อยากกลับไปอีกแล้ว
ถ้ายังไม่ถูกตัดสินว่าแพ้
ก็ยังจะสู้ต่อ
ตอนนี้แค่ล้า ยังจะต่อเวลาต่อไปได้
ถ้าวันใดล้ม...กรรมการนับแปด
คงไม่มีทางเลือก
แพ้แล้วก็ต้องไป
เท่านั้นแหละ
ปล. วันก่อนพี่ในแผนกบอกว่าเวลาผ่านไปเร็วเนอะ
อีก 4 เดือนจะสิ้นปีแล้ว
เดี๋ยวหลังปีใหม่ เจ้านายเราก็จะไป
อีก 4 เดือนเอง
จริงเหรอพี่..มันเร็วเหรอ
ทำไมเรารู้สึกเหมือนนรก 4 ขุม กำลังรอเราอยู่
เราจะอยู่ถึงวันนั้นเหรอ...
บางทีถึงกลางเดือนหน้าอาจไม่มีเราอยู่ที่นี่แล้วก็ได้
นาฬิกา
บางสิ่งเข้ามาให้ชื่นชมแค่เพียงไม่นาน
ให้จิตใจได้มีบางอย่าง..เก็บไว้เพื่อนึกถึงมัน
อย่างที่เธอบอกกันมาว่าเธอต้องการ
อยากจะไปและไม่รักกัน
ก็คงไม่เป็นอะไร
แม้ทุกนาทีที่ผ่านไปจะมีค่ากับฉันมากมาย
เข็มนาฬิกาก็ยังหมุนไป
จะคอยบอกหัวใจให้คอยเตือนถ้าคิดถึงเธอ
ว่าเวลาก็ยังหมุนไป..ทุกอย่างก็คงหมุนตาม